ธรรมมนุษย์ for World Religion
posted on 05 Dec 2008 22:38 by goodjaiUpdated: 11 สิงหาคม 2551 คู่มือการใช้งาน เสื้อแห่งความสุข พอใจทุกสภาวะ .. ทำดีทุกขณะ = ไร้กิเลส .. ใช้เหตุผล เสื้อแห่งความสุข ใส่เพื่อนำความสุขอันแท้จริงและมั่นคงมาสู่ชีวิตและจิตใจ ผู้สวมใส่จะค่อยๆ สามารถทำใจให้ยอมรับได้กับทุกสถานการณ์ และตั้งสติมั่นทำดีได้ในทุกขณะ พร้อมทั้งค่อยๆ ขจัดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปจากตน และใช้หลักเหตุผลอันได้มาด้วยความรู้และปัญญาพิจารณาการกระทำของตนและกฏแห่งกรรมของธรรมชาติเพื่อการปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นคำตอบแห่งความพ้นทุกข์และมีสุข ความพอใจในทุกสภาวะเป็นหนทางสู่การพ้นทุกข์ หากได้พิจารณาใจของเราแล้วจะพบว่า ใจที่เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของความโกรธ ความเกลียด ความเศร้า ความท้อแท้ ความกังวล ฯลฯ นั้น ล้วนเกิดเนื่องจากใจมีความอยาก มีความต้องการจะได้ในสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะหายไปเมื่อหมดความอยากนั้น โดยที่การหมดอยากนั้นจะเกิดได้ในสองรูปแบบ แบบแรกคือการได้มาซึ่งสิ่งที่อยาก กับแบบที่สองคือการยอมรับได้กับสภาพที่เป็นอยู่ การเข้าถึงหลักความจริงนี้ทำให้เรารู้ว่า ใจเราทุกข์เพราะมันมีความอยากอะไรบางอย่าง หากเพียงเราสามารถทำให้ใจหายอยาก ด้วยการเปิดใจรับความจริงทุกอย่างที่เป็นอยู่ เราก็จะขจัดทุกข์จากใจได้แล้ว ความทุกข์กายตลอดจนปัจจัยภายนอกทั้งหลายล้วนไม่มีผลแท้จริงต่อใจเรา เพราะใจของเรานั้น แท้จริงสั่งการได้ด้วยเราแต่เพียงผู้เดียว หยุดความอยาก พิจารณาความจริงด้วยปัญญาก็จะพ้นทุกข์ หากเรายึดมั่นในหลักแห่งความพอใจนี้ก็จะไม่มีทุกข์ใดๆ มาทำร้ายจิตใจเราได้อีกต่อไป การทำดีทุกขณะเป็นหนทางสู่ความสุข การทำดีในที่นี้หมายถึงการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ทำแล้วนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง เป็นความสุขที่ไม่ส่งผลให้เกิดทุกข์ใดๆ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น หายใจเข้าออกให้ยาวๆ ยืนนั่งอย่างได้จังหวะ ซักผ้าอย่างสะอาดและปลอดภัย ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส พูดในสิ่งที่เป็นความรู้และความจริง เป็นต้น ส่วนการกระทำที่เป็นสุขไม่จริงนั้น เช่น การเบียดเบียนผู้อื่นแล้วดีใจที่ตนเหนือกว่า แต่แท้ที่จริงทำให้จิตใจตนตกต่ำซ้ำยังต้องอยู่ในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบกัน ก็เป็นการกระทำที่ไม่ดีจริง หากตั้งมั่นที่จะทำดีทุกขณะ เราก็จะทำอะไรได้อย่างมีสติ และให้ผลดี ให้ความรู้ความเข้าใจหลักปฏิบัติอย่างละเอียดยิ่งๆ ขึ้น นำมาซึ่งความสุขทั้งขณะที่ทำและหลังทำ อันกิเลสนั้นก็คือเหตุแห่งทุกข์ การทำกายและใจให้ไร้กิเลสก็คือการขจัดเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย ใคร่ โลภ โกรธ หลง ถือเป็นกิเลส เพราะเมื่อมีขึ้นมาเมื่อไรใจก็เป็นทุกข์ การอยากและไม่อยากก็เป็นกิเลส ความหลงเชื่อในสิ่งผิดก็เป็นกิเลส การกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็เป็นกิเลส การทำอะไรที่เป็นการทำร้ายผู้อื่นซึ่งส่งผลให้ผู้อื่นมุ่งร้ายตนก็เป็นกิเลส การดำรงตนอย่างไร้กิเลสช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์ แม้ยามต้องตายก็จะตายอย่างไร้ทุกข์ ด้วยเข้าใจถึงความจริงของชีวิตที่มีเกิดแล้วย่อมมีดับ ยอมตายเมื่อถึงคราวตาย หากเปิดใจรับได้แม้ความสูญเสียซึ่งชีวิตเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมยอมรับได้กับความสูญเสียอันใดก็ตาม การกระทำที่ใช้เหตุผลแทนอารมณ์หรือกิเลสนั้น จะทำให้เราทำอะไรได้อย่างถูกต้องและให้ผลดี หลักการของเหตุและผลก็คือหลักของกฏแห่งกรรม หรือหลักธรรมชาติ ซึ่งเป็นความจริงแท้ อันความจริงนั้นเข้าถึงได้ง่ายบ้างยากบ้าง แต่มนุษย์เราสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเรียนรู้และปัญญา เมื่อเรายึดถือหลักเหตุผลจะทำให้เรารู้ว่ากำลังทำอะไรเพื่ออะไร ทำให้สามารถทำได้อย่างมั่นใจในตนเอง ประสบความสำเร็จด้วยการขยันทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ทำเพียงเพราะอยากทำ หรือทำโดยไม่เต็มใจเพราะไม่รู้ว่าตนทำไปเพื่ออะไร ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ควรทำ ไม่ทำจนเกินกำลังความรู้ความสามารถของตน อันจะนำมาซึ่งความทุกข์ หากแต่ไม่หยุดยั้งที่จะทำดีให้เต็มที่เพื่อความสุขทั้งกายและใจ มีจุดมุ่งหมายชีวิตที่ถูกต้อง ใช้ชีวิตได้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ร่วมกันใส่เสื้อแห่งความสุข เพื่อสร้างสุขในใจตนและกระจายความสุขสู่มวลมนุษยชาติ ------------------------------------------------------------------
ธรรมะประจำใจลูกโลกกงจักร = ธรรมโลก พอใจ ==> ไร้ทุกข์ ทำดี ==>มีสุข (ทำถูก ==> สุขจริง) ไร้อยาก = ไร้ทุกข์ รู้เหตุ .. รู้ผล = รู้ตน .. รู้สุข พอใจ .. ไร้อยาก ==> ปราศจากทุกข์ คิดดี .. ทำดี .. มีเหตุผล ==> ตนเป็นสุข .. โลกสงบสุข พอใจทุกสภาวะ ทำดีทุกขณะ ไร้กิเลส .. ใช้เหตุผล ยิ้มให้ตัวเองและโลกได้ทุกขณะทุกสถานการณ์ |
Updated: 14 ธันวาคม 2549
ธรรมะประจำใจลูกโลกกงจักร ที่อยากเสนอให้เป็นฉบับร่างของ "ธรรมโลก"
สรุปว่า ... ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น แต่ศาสนาเท่าที่มีอยู่ ไม่มีศาสนาใดเหมาะสมพอให้คนทั้งโลกนับถือเหมือนกันทั้งหมดได้ ผมจึงเห็นว่า หากปล่อยให้ชาวโลกยังคงยึดมั่นถือมั่นกับศาสนาเดิมๆ ผู้คนคงสับสนกันอีกนาน และความไม่รู้ คงดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเห็นควรที่เราจะหา "ธรรมโลก" สำหรับให้มนุษย์ทุกคนใช้ยึดถือปฏิบัติ
จากความรู้เท่าที่มีในขณะนี้ของผม
องค์ประกอบของหลักธรรมนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ
พอจะเข้าใจหรือยังครับ .. ว่าการยึดถือเพียง 2 หลักธรรมข้างต้น เพียงพอให้มนุษย์อยู่อย่างพ้นทุกข์และเป็นสุขได้ตลอดเวลา .. หากยังไม่เข้าใจ ผมมีคำอธิบายโดยละเอียดต่อไปครับ
จากนั้นจะเริ่มเข้าใจปัญหา และหนทางแก้ปัญหา ด้วยปัญญาและความรู้ที่เข้ามาแทนที่ความอยาก
ความอยากหนึ่งดับไป ความอยากอีกหลายๆ อย่างอาจยังแฝงอยู่ในใจ และพร้อมให้ทุกข์ได้ทุกเมื่อ .... แนวทางดับความอยากทั้งปวงคือ พอใจในสภาพที่เป็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอยู่อย่างไร
1.1) รู้จักความทุกข์
ความทุกข์ใจ
โปรดสังเกตุว่า ความอยากเกิดขึ้นที่ใจ หิวที่ท้อง ปวดที่มือ หนาวที่หู เป็นอาการของกาย แต่ความอยากที่จะหายหิว หายปวด หายหนาว เกิดขึ้นที่ใจ ... ทุกข์ที่ต้องการให้ดับในชั้นนี้นี้ คือทุกข์ใจ ไม่ใช่ทุกข์กาย ดังนั้นจึงต้องดับที่ใจ .. ใจควบคุมได้ด้วยธรรม ... ธรรมที่เรายึดมั่นว่า จะต้องละทิ้งความอยาก ความอยากแบ่งเป็นสองอย่าง คือ ความอยากที่เกี่ยวข้องกับกาย และความอยากที่เกิดจากใจล้วนๆ ความอยากที่เกี่ยวข้องกับกาย ก็อย่างเช่นที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น อยากหายหิว อยากหายปวด อยากหายหนาว อยากหายง่วง เป็นต้น ความอยากที่เกิดจากใจล้วนๆ ก็อย่างเช่น อยากหายตัวได้ อยากรวย อยากได้รับการนับหน้าถือตา อยากพบพระเจ้า อยากให้เขารัก อยากให้เขาได้ดี ฯลฯ
เมื่อใดที่รู้สึกว่าใจเป็นทุกข์ ให้รู้เลยว่า มีความอยากเป็นต้นเหตุ กล่าวคือ ใจจะไม่สบาย เพราะจะรู้ว่ากำลังทำผิด คือทำตามความอยากโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรสนับสนุน ... ลองพินิจดูให้ดี จะพบว่า ตนมีความอยากอะไร จึงได้เกิดทุกข์เช่นนั้น ... แต่หากมั่นคงอยู่กับธรรม "พอใจในสภาพที่เป็นอยู่" ความอยากและความทุกข์จะเกิดขึ้นมาไม่ได้
ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากผลของกิเลสเป็นได้หลายรูป เช่น รัก โลภ โกรธ เกลียด หลง อิจฉา อาย กลัว เหนื่อยหน่าย ขี้เกียจ .. ซึ่งล้วนเป็นอารมณ์ที่ปิดกั้นปัญญา เมื่อสิ้นปัญญาแล้วก็ทำให้โง่ .... ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนทุกวันนี้ส่วนหนึ่ง ได้กระทำสิ่งผิดๆ หรือเลวๆ เพราะถูกกิเลสสั่งสมจนสิ้นปัญญา ... เมื่อสิ้นปัญญาแล้วก็เหมือนคนตาบอด ประหนึ่งคนหมกมุ่นกับความรักนั่นแหละ เพียงแต่ความรักนั้นเป็นผลจากกิเลสอันรุนแรง จึงเกิดเป็นวลีที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" ข้อน่าสังเกตอีกอย่างคือ การตัดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งไปจนใจรู้สึกพอแล้วนั้น มิได้หมายความว่าสามารถหยุดความอยากได้ทั้งหมด .. ความอยากอื่นๆ ยังคงแฝงอยู่ในใจ รอเวลาที่ใจจะไร้ธรรมะแล้วจะโผล่ออกมา ... บางคนเมื่อรู้สึกพอใจ อาจนึกว่าตนไม่มีความอยากแล้ว ความจริงอาจเพียงแค่ตัดความอยากเรื่องนั้นไปได้ แต่ยังเหลือความอยากแฝงอยู่อีกมากในใจ
ลักษณะของความอยากที่แฝงลึกนี้จะสังเกตได้โดย เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามา ใจจะเขวไปหาสิ่งนั้นทันที .. ซึ่งเมื่อเขวไปแล้ว ใจก็อาจถูกความอยากเข้าครอบงำอีกครั้ง หากไม่ได้ยึดมั่นในธรรมนี้ทุกขณะ
* ป้องกันได้ โดยยึดมั่นการ ทำดี ทุกขณะ เพราะหลักของการทำดีอย่างหนึ่งคือ ทำเมื่อรู้ว่าควรทำ ไม่ใช่ทำตามความอยาก หากแต่ใช้เหตุผล เป็นหลักในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ พยายามให้ รู้ก่อนทำ หรือรู้ขณะที่ทำ ว่ากำลังทำถูกต้องตามหลักเหตุผลหรือไม่ หรือกำลังตามใจตนที่หลงไปกับความอยาก
* ระงับได้ โดยยึดมั่นในธรรมะ "พอใจในสภาพที่เป็นอยู่" .... ไม่ว่าจะมีทุกข์เยี่ยงไร ไม่ว่าสภาพในขณะนี้จะดูน่าเป็นทุกข์ปานใด แต่ด้วยความรู้แจ้งในธรรมว่า การดับทุกข์นั้นทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ ตัดกิเลส ละความอยาก และ พอใจในสภาพที่เป็นอยู่ เท่านั้นเอง ความทุกข์และความอยากจะถูกระงับไปเอง อนึ่ง บางคนเข้าใจว่าทุกข์เกิดเพราะมีสิ่งต่างๆ มากไป แล้วต้องกลัวการสูญเสีย ความจริงทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่า "มี" หรือ "ไม่มี" .... หากแต่เกิดขึ้นเพราะ "อยาก" แล้วไม่ได้ดังใจอยาก สิ่งที่ต้องกำจัดคือความอยาก ไม่ใช่ความมี
กิเลสจะยังคงถูกยึดถือสืบไป หากสังคมไม่เริ่มแก้ปัญหาให้ถูกทาง .... นั่นคือการหยุดยั่วกิเลส .. แล้วหันมาส่งเสริมการใช้ปัญญา ... ทำดี เพื่อให้มีความสุข มีความสุขเพื่อให้ทำทุกอย่างได้ดี การทำดี หมายถึง การควบคุมสมองให้คิดในสิ่งที่ควรคิด การควบคุมร่างกายให้ทำในสิ่งที่ควรทำ การถ่ายทอดความคิดในรูปแบบที่ควรถ่ายทอด ในปัจจุบัน ...... ผลจากการทำดีจะทำให้มีความสุข .. หากเกิดผลที่ไม่เป็นสุขแล้ว ก็จงเข้าใจว่าเรานั้นยังไม่ได้ทำดี หรือการทำดีนั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีจริง เหตุผล คือหลักการที่ใช้พิจารณาว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ทุกสิ่งในจักรวาลดำเนินไปตามหลักแห่งเหตุผล หรือ กฏแห่งกรรม ... มีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีเหตุผล .. คือ จิต ..... แต่จิตไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติดังที่ใครๆ พยายามทำกัน (เช่น สักการะเทพเจ้า เพื่อให้ถูกหวย ฯลฯ) ผลจากการทำดีคือจะได้ดี "มีสุข" ดังคำกล่าวว่า "ทำดีได้ดี" "ทำชั่วได้ชั่ว" หากไม่ทำก็จะไม่ได้ดี และอาจถูกความไม่รู้ตัวเข้าครอบงำให้ทุกข์ได้ ... เตือนตนให้ทำดี ในทุกขณะ จะทำให้ตนมีแต่ความสุขสงบ เพราะรู้แก่ตนว่ากำลังทำความดี ..... "อยู่กับการทำดี" ลักษณะของการทำดี (รวมถึงคิดดีด้วย) ที่จะให้ความสุขก็คือการทำโดยรู้ว่าควรทำเพื่อให้เกิดผลอันดีและรู้สึกดีขณะที่ทำ .. ดีแก่กายและใจตนเองในขณะที่ทำ ..... "ทำ เพราะรู้ว่าควรทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ" ... "ไม่มีอะไรที่อยากทำ ไม่มีอะไรที่ต้องทำ ไม่มีอะไรที่เผลอทำ .. มีแต่สิ่งที่ควรทำ" ... มีเหตุผลสนับสนุนการกระทำ และมีความสุขขณะที่ทำหัวข้อธรรมเพื่ออธิบายหลักการทำดี 2.1 รู้จัก ความสุข 2.2 ทำอย่างไร คือ ทำดี 2.3 ตัวอย่างการทำดี 2.4 ทำอย่างไร คือ ทำเลว 2.5 ตัวอย่างการทำเลว 2.1) รู้จัก ความสุข เพื่อให้เห็นคุณค่าของการทำดี จึงควรเข้าใจคุณค่าของผลแห่งการทำดี ซึ่งก็คือ "ความสุข" กันก่อน คำว่า "สุข" เป็นคำที่เราใช้กันบ่อยมาก แต่เราเข้าใจมันดีแค่ใหน หากตอนนี้ท่านไม่มีความสุข ลองนึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ที่ท่านเคยมีความสุขกับมัน สุขที่ได้เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงดนตรี สุขที่ได้เล่นกับลูกหมา สุขที่ได้พบเพื่อนเยอะๆ สุขที่ได้อยู่คนเดียว สุขที่สอบได้ที่ 2 สุขที่ได้เต้น ได้ร้องเพลง ได้ดูวิวสวยๆ ได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ ปลาบปลื้มใจที่ได้รับคำชม ฯลฯ ทั้งนี้ ความสุขที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นโดยรู้ตัว และเป็นสุขที่บริสุทธิ์ นั่นคือไม่ได้เกิดโดยมีความทุกข์เจือปน เช่น สุขที่ได้สูบบุหรี่ แต่ทุกข์ที่เป็นห่วงสุขภาพของตนหรือคนข้างๆ เมื่อพูดถึงความสุข จะไม่แบ่งเป็นความสุขกาย หรือความสุขใจ ตามที่เคยได้ยินกัน โดยแท้จริงแล้ว (ถ้าคิดไม่ผิด) ความสุขคืออาการของจิต หากขาดจิตแล้ว ไม่ว่ากายจะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส เช่นไร ก็จะไม่สามารถมีความสุขได้ ดังนั้น เมื่อพูดถึงความสุขแล้ว ก็หมายถึงสุขใจแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาที่มาของความสุข พอจะแบ่งความสุขใจนี้ออกได้เป็นสองลักษณะ คือ ความสุขที่เกี่ยวเนื่องกับกาย ได้แก่ ความสุขที่เกิดขึ้น เมื่อประสาทสัมผัสต่างๆ ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชอบ เช่น หูได้ฟังเสียงที่ชอบ ตาได้เห็นภาพที่ชอบ จมูกได้ดมกลิ่นที่ชอบ ลิ้นได้อมรสที่ชอบ กายได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย สมองได้รับฮอร์โมนแห่งความสุข (จากการวิ่งหรือร้องเพลงหรือเล่นดนตรี) เป็นต้น (ขอให้พยายามแยกแยะสิ่งที่ชอบออกจากสิ่งที่อยาก ถ้าเรารู้ถึงสิ่งที่ชอบจะทำให้เราพบทางสร้างสุข แต่ถ้าเราทำเพื่อสิ่งที่อยากโดยไม่เข้าใจว่าทำไมจึงอยากเช่นนั้น จะทำให้เป็นทุกข์) ความสุขที่เกิดจากใจล้วนๆ เกิดขึ้นเมื่อใจได้เชื่อมั่นว่ากำลังทำดีอย่างถูกต้องตามหลักการและเหตุผล เช่น ความสุขที่ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มารับบริการ ความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต สุขที่ได้พบว่าตัวเองมีความสุข ส่วนความสุขที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับในสิ่งที่อยากได้ เช่น ได้เงินที่กำลังอยากได้ ได้ความรู้ที่กำลังอยากมี ได้แฟนที่กำลังหลงรัก ได้อำนาจที่กำลังใฝ่หา ได้รับคำชมดังที่อยากฟัง ซื้อหวยแล้วถูกหวย ฯลฯ เป็นความสุขที่เกิดจากความหลง ขณะที่เป็นสุขเช่นนี้ก็มักจะไม่รู้ตัว เป็นความรู้สึกอันตรายที่พึงระงับ เพราะสิ่งนี้คือเชื้อของไฟกิเลส คุณค่าของความสุข ... เมื่อเรามีความสุขแล้ว เราก็จะอารมณ์ดี เมื่ออารมณ์ดีเราก็จะทำงานต่างๆ ได้ดี และสุขภาพกายก็จะดีด้วย เนื่องจากสมองและท้องไม่ได้รับผลร้ายจากฮอร์โมนความเครียด ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเรียนรู้หลักแห่งการทำดี อันจะนำมาซึ่งความสุข
การทำดีจะทำให้มีความสุข และรู้สึกดี การทำดีในที่นี้ไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงว่า "การช่วยเหลือผู้อื่น" .. หากแต่ เป็นการกระทำเพื่อขจัดปัญหาแก่ตน และให้ความเบิกบานแก่ตนเอง (เบิกบาน ทั้งหู ตา จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ ซึ่งความเบิกบานใจอย่างหนึ่งคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น) โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ความสามารถในการ "ทำ" ได้ คือคุณสมบัติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำใจ (คิด) ทำกาย ทำวาจา (พูด) .. เราควบคุมความคิดและร่างกายได้ด้วยตัวเราเอง .. และเราไม่ควรปล่อยชีวิตที่ได้เกิดมานี้ให้สูญเปล่า เพราะไม่ได้ควบคุมตัวเองให้ทำสิ่งที่ดี การยึดมั่นที่จะทำดีทุกขณะจะทำให้มีความสุขทุกขณะ ... คำที่พึงระลึกไว้ประจำใจเพื่อเตือนตนในการทำดีได้แก่ คำถามเรียกสติและเพิ่มความเชื่อมั่น "ทำอะไร ทำทำไม ทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่" ... และ ทำอย่าง "เร็ว รอบคอบ อารมณ์ดี" ลักษณะของการทำดีมีดังนี้ * ทำแล้วเกิดผลดีต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (หากอาจเป็นไปได้ทั้งผลดีผลร้าย ให้เลือกทำสิ่งที่ได้ผลดีที่สุด ใช้ความรู้ที่มีมาพิจารณาตามหลักเหตุผล) ผลดีนี้เกิดได้ทั้งแก่กายและใจ แก่กายก็คือการมีสุขภาพดี แก่ใจก็คืออารมณ์ดี เกิดความเบิกบาน รื่นเริง และความภาคภูมิใจ (ใจจะรับรู้ได้ว่าได้ทำดีจริงๆ แล้วหรือไม่ หากไม่ได้ทำดีจริงใจจะไม่เป็นสุข หากทำดีจริงผลดีที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ซึ่งต่างจากความยินดีปรีดาที่ได้อะไรมาด้วยโชค .... ได้ด้วยโชคฤาจะน่าภาคภูมิเท่าได้มาด้วยฝีมือ ...... ความโชคดีไม่ได้มาจากการที่เป็นคนมีบุญวาสนามาแต่ชาติปางไหนหรอก .. หากแต่เป็นความบังเอิญตะหาก) * ทำอย่างพอดีตามศักยภาพในปัจจุบันของตน .. ไม่ทำมากไปหรือน้อยไป .... ไม่มุ่งหวังที่จะทำเกินกำลังเพราะมักให้ผลร้ายมากกว่าผลดี ไม่ทำน้อยกว่าที่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการใช้เวลาไม่คุ้มค่า ... จิตจะรู้ดีว่าเราสามารถทำได้เพียงใด .. เราไม่สามารถหลอกจิตได้ว่า ฉันทำได้แค่นี้แหละ ... ถ้าจะทำเพียงเท่านั้นก็ต้องมีเหตุผลที่แท้จริงไว้ชี้แจงกับจิต .. เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะทำได้แค่ใหนก็ควรพอใจ * ทำดีที่สุดตามสถานการณ์ปัจจุบัน ... เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป ความตั้งใจที่ตั้งไว้แต่เดิมก็ควรเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกันได้ อย่าฝืนทำตามเป้าหมายเดิม เพราะนั่นคือการทำตามอยาก ... ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในปัจจุบัน * ทำอย่างถูกต้องตามหลักเหตุผล .. มีเหตุผลสนับสนุนการกระทำว่าทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร ทำทำไม .. * ทำตามความรู้ ความสามารถ และปัญญาของตน .. บางครั้งต้องยอมรับว่าเราไม่รู้จริงหรือไม่เก่งพอ จึงไม่สามารถทำให้ได้ผลดีนัก แต่ผลที่ผิดพลาดก็จะทำให้รู้จริงยิ่งขึ้น และทำให้เข้าใจว่าการแสวงหาความรู้และการฝึกฝนความสามารถก็เป็นการทำดีเพื่อที่จะสามารถทำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น .... ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงพึงให้ความรู้แก่ทุกคน ว่าควรทำโลกให้ดี โดยการทำงานที่ดี (งานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง) แล้วผลดีจะเกิดแก่ตนในที่สุด * ทำดีแล้วจะมีความหวังถึงผลที่ดี .... ความหวังไม่ใช่ความอยาก ... อยากให้ทุกข์ แต่หวัง ให้กำลังใจ ... ความอยากเกิดโดยไม่รู้ตัว ..... แต่หวังเกิดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลให้บรรลุเป้าหมาย .... หากผลไม่เป็นดังที่คิดไว้ก็จะเกิดเป็นความรู้เพื่อใช้ในการทำดีต่อไป * ทำหลังจากคิดและรู้ว่านั่นคือการทำดี ... ทำเพราะรู้ว่าควรทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ หรือทำตามอารมณ์ .. เมื่อรู้แล้วก็จะกล้าทำและเต็มใจทำ ... ขอให้รู้จริง ว่าสิ่งที่เห็นว่าควรทำนั้น ทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น * ขณะที่ทำมีความรู้ตนว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร มีสติ ... "ขณะนี้ กำลังคิด พูด หรือ ทำ สิ่งใด ... ทำอย่างไรจึงจะเกิดผลดีที่สุด" (หมายเหตุ.. ไม่จำเป็นต้องรับรู้เสียทุกอย่าง แต่ต้องรู้สิ่งที่ต้องใช้ในการทำ) .... การยึดมั่นในหลัก "ทำดี" จึงเป็นแนวทางก่อให้เกิดทั้ง "การรู้ (รู้ตนว่ากำลังทำอะไร)" และ "ความรู้ (ความจริงที่เป็นไปในจักรวาลด้วยหลักของ เหตุ และ ผล)"
* ทำโดยละทิ้งความอยาก แต่ไม่ใช่ละความเพียร ..... พึงเพียรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ...
* ทำโดยยึดมั่นกับ "ปัจจุบัน" .. สิ่งที่ทำได้ก็คือสิ่งที่กำลังทำอยู่ ... ดังนั้น การหวังผลกับสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ จึงไม่มีผิดหวัง
- ธรรมชาติของการทำดี อาจไม่เร้าใจ ก่อเกิดความง่วงบ้าง ซึ่งนี่เป็นปกติ เพราะการทำดีไม่ได้ทำเนื่องจากความอยาก จึงขาดฮอร์โมนกระตุ้น
ทำดีแล้วขึ้นสวรรค์ .. ไม่ต้องรอให้ตายหรอกนะ .. ขึ้นสวรรค์ในฉับพลันทันทีที่ทำดีนั่นแหละ
บางครั้งอาจอยู่ในภาวะที่เหมือนไม่รู้จะทำอะไรดี ทำอะไรก็ไม่ได้ .. ก็พยายาม หายใจให้ดี (หายใจเข้าออกให้ลึกๆ) และรู้สึกผ่อนคลาย ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ... .. เตือนตนและรู้ตนเรื่อยไป ก็จะพบหนทางทำดีได้มากยิ่งๆ ขึ้น ... สำคัญคือ "ลงมือทำ" และ "รู้ว่ากำลังทำดี" อีกทั้ง ควรมีความหวังกับผลแห่งความดีที่กำลังกระทำ การลงมือทำสิ่งดีๆ ช่วยโน้มนำใจให้คิดดีด้วย
การรวบรวม "ธรรมโลก" นี้ ต้องการให้มีหลักธรรมที่สมบูรณ์พร้อมจากภูมิปัญญาชาวโลกในปัจจุบัน ที่จะใช้ปลูกฝังเป็นความรู้พื้นฐานด้านคุณธรรมแก่คนทั้งปวงให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ..... ปลูกฝังให้ต่อเนื่อง หากยังมีปัญหาสังคมอยู่ แสดงว่ายังมีคนไม่รู้จริงในธรรมะ อันเป็นหัวใจในการดำรงชีวิตทุกขณะ ... เราสอนความรู้ด้านอื่นๆ ได้ เราก็ต้องสอนความรู้เรื่องความดีให้ได้เช่นกัน ... และนี่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งสอนให้รู้ก่อนเรื่องอื่นใด หมายเหตุ ... หลักธรรมนี้เป็นคำสอนจากผู้รู้ทั่วไปในสังคม .... ผมเป็นเพียงผู้สนใจศึกษาและอยากรวบรวมความรู้ที่เกิดขึ้นจากการยึดมั่นปฏิบัติ |
|
ธรรมะประจำใจดีๆ ของ กงจักร
4. ทำตัวให้สมเป็นพระเอก
5. อยู่กับปัจจุบัน ยึดมั่นในสติ
6. เชื่อมั่นในพลังใจ
8. ไม่ทำให้ผู้ใดเสียใจ .. เพราะหากทำใครเสียใจแล้ว .. คนที่ทุกข์ใจกว่าก็คือฉันเอง
|