ธรรมมนุษย์ for World Religion

posted on 05 Dec 2008 22:38 by goodjai

Updated: 11 สิงหาคม 2551

 

คู่มือการใช้งาน
เสื้อแห่งความสุข

พอใจทุกสภาวะ .. ทำดีทุกขณะ = ไร้กิเลส .. ใช้เหตุผล
เสื้อแห่งความสุข  ใส่เพื่อนำความสุขอันแท้จริงและมั่นคงมาสู่ชีวิตและจิตใจ   ผู้สวมใส่จะค่อยๆ สามารถทำใจให้ยอมรับได้กับทุกสถานการณ์  และตั้งสติมั่นทำดีได้ในทุกขณะ   พร้อมทั้งค่อยๆ ขจัดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปจากตน  และใช้หลักเหตุผลอันได้มาด้วยความรู้และปัญญาพิจารณาการกระทำของตนและกฏแห่งกรรมของธรรมชาติเพื่อการปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง    ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นคำตอบแห่งความพ้นทุกข์และมีสุข

ความพอใจในทุกสภาวะเป็นหนทางสู่การพ้นทุกข์   หากได้พิจารณาใจของเราแล้วจะพบว่า ใจที่เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของความโกรธ  ความเกลียด  ความเศร้า  ความท้อแท้  ความกังวล ฯลฯ นั้น  ล้วนเกิดเนื่องจากใจมีความอยาก มีความต้องการจะได้ในสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ   ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะหายไปเมื่อหมดความอยากนั้น   โดยที่การหมดอยากนั้นจะเกิดได้ในสองรูปแบบ  แบบแรกคือการได้มาซึ่งสิ่งที่อยาก   กับแบบที่สองคือการยอมรับได้กับสภาพที่เป็นอยู่   การเข้าถึงหลักความจริงนี้ทำให้เรารู้ว่า ใจเราทุกข์เพราะมันมีความอยากอะไรบางอย่าง หากเพียงเราสามารถทำให้ใจหายอยาก ด้วยการเปิดใจรับความจริงทุกอย่างที่เป็นอยู่  เราก็จะขจัดทุกข์จากใจได้แล้ว   ความทุกข์กายตลอดจนปัจจัยภายนอกทั้งหลายล้วนไม่มีผลแท้จริงต่อใจเรา  เพราะใจของเรานั้น แท้จริงสั่งการได้ด้วยเราแต่เพียงผู้เดียว  หยุดความอยาก พิจารณาความจริงด้วยปัญญาก็จะพ้นทุกข์   หากเรายึดมั่นในหลักแห่งความพอใจนี้ก็จะไม่มีทุกข์ใดๆ มาทำร้ายจิตใจเราได้อีกต่อไป

การทำดีทุกขณะเป็นหนทางสู่ความสุข   การทำดีในที่นี้หมายถึงการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ทำแล้วนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง  เป็นความสุขที่ไม่ส่งผลให้เกิดทุกข์ใดๆ ตามมา   ยกตัวอย่างเช่น หายใจเข้าออกให้ยาวๆ   ยืนนั่งอย่างได้จังหวะ  ซักผ้าอย่างสะอาดและปลอดภัย  ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส  พูดในสิ่งที่เป็นความรู้และความจริง เป็นต้น  ส่วนการกระทำที่เป็นสุขไม่จริงนั้น เช่น การเบียดเบียนผู้อื่นแล้วดีใจที่ตนเหนือกว่า แต่แท้ที่จริงทำให้จิตใจตนตกต่ำซ้ำยังต้องอยู่ในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบกัน ก็เป็นการกระทำที่ไม่ดีจริง      หากตั้งมั่นที่จะทำดีทุกขณะ เราก็จะทำอะไรได้อย่างมีสติ  และให้ผลดี  ให้ความรู้ความเข้าใจหลักปฏิบัติอย่างละเอียดยิ่งๆ ขึ้น    นำมาซึ่งความสุขทั้งขณะที่ทำและหลังทำ  

อันกิเลสนั้นก็คือเหตุแห่งทุกข์  การทำกายและใจให้ไร้กิเลสก็คือการขจัดเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย   ใคร่ โลภ โกรธ หลง ถือเป็นกิเลส เพราะเมื่อมีขึ้นมาเมื่อไรใจก็เป็นทุกข์   การอยากและไม่อยากก็เป็นกิเลส   ความหลงเชื่อในสิ่งผิดก็เป็นกิเลส  การกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็เป็นกิเลส   การทำอะไรที่เป็นการทำร้ายผู้อื่นซึ่งส่งผลให้ผู้อื่นมุ่งร้ายตนก็เป็นกิเลส    การดำรงตนอย่างไร้กิเลสช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์   แม้ยามต้องตายก็จะตายอย่างไร้ทุกข์ ด้วยเข้าใจถึงความจริงของชีวิตที่มีเกิดแล้วย่อมมีดับ   ยอมตายเมื่อถึงคราวตาย   หากเปิดใจรับได้แม้ความสูญเสียซึ่งชีวิตเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมยอมรับได้กับความสูญเสียอันใดก็ตาม  

การกระทำที่ใช้เหตุผลแทนอารมณ์หรือกิเลสนั้น จะทำให้เราทำอะไรได้อย่างถูกต้องและให้ผลดี  หลักการของเหตุและผลก็คือหลักของกฏแห่งกรรม หรือหลักธรรมชาติ ซึ่งเป็นความจริงแท้   อันความจริงนั้นเข้าถึงได้ง่ายบ้างยากบ้าง  แต่มนุษย์เราสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเรียนรู้และปัญญา    เมื่อเรายึดถือหลักเหตุผลจะทำให้เรารู้ว่ากำลังทำอะไรเพื่ออะไร   ทำให้สามารถทำได้อย่างมั่นใจในตนเอง   ประสบความสำเร็จด้วยการขยันทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ทำเพียงเพราะอยากทำ  หรือทำโดยไม่เต็มใจเพราะไม่รู้ว่าตนทำไปเพื่ออะไร    ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ควรทำ  ไม่ทำจนเกินกำลังความรู้ความสามารถของตน อันจะนำมาซึ่งความทุกข์    หากแต่ไม่หยุดยั้งที่จะทำดีให้เต็มที่เพื่อความสุขทั้งกายและใจ   มีจุดมุ่งหมายชีวิตที่ถูกต้อง   ใช้ชีวิตได้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์


ร่วมกันใส่เสื้อแห่งความสุข เพื่อสร้างสุขในใจตนและกระจายความสุขสู่มวลมนุษยชาติ

------------------------------------------------------------------

ธรรมะประจำใจลูกโลกกงจักร = ธรรมโลก
แต่เนื่องจากตอนนี้ "ธรรมโลก" ยังไม่เกิด จึงขอใช้ธรรมที่กงจักรคิดได้เอง (บนฐานความรู้แนวคิดต่างๆ ในโลก) ใช้แทนไปก่อน .... ซึ่งอันที่จริงก็น่าจะถือเป็น "ธรรมโลก" หรือ "ธรรมมนุษย์" ได้ เพราะยึดถือแล้วเป็นสุขทุกขณะ


พอใจ ==> ไร้ทุกข์
ทำดี ==>มีสุข    (ทำถูก ==> สุขจริง)

ไร้อยาก = ไร้ทุกข์
รู้เหตุ .. รู้ผล = รู้ตน .. รู้สุข

พอใจ .. ไร้อยาก ==> ปราศจากทุกข์
คิดดี .. ทำดี .. มีเหตุผล ==> ตนเป็นสุข .. โลกสงบสุข

พอใจทุกสภาวะ
ทำดีทุกขณะ

ไร้กิเลส .. ใช้เหตุผล

ยิ้มให้ตัวเองและโลกได้ทุกขณะทุกสถานการณ์



Updated: 14 ธันวาคม 2549

 

ธรรมะประจำใจลูกโลกกงจักร ที่อยากเสนอให้เป็นฉบับร่างของ "ธรรมโลก"



ในโลกนี้ มีคนมากมายที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง  .... และมีคนอีกจำนวนหนึ่ง  ที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย 

สรุปว่า ... ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น   แต่ศาสนาเท่าที่มีอยู่ ไม่มีศาสนาใดเหมาะสมพอให้คนทั้งโลกนับถือเหมือนกันทั้งหมดได้    ผมจึงเห็นว่า หากปล่อยให้ชาวโลกยังคงยึดมั่นถือมั่นกับศาสนาเดิมๆ ผู้คนคงสับสนกันอีกนาน และความไม่รู้ คงดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   จึงเห็นควรที่เราจะหา "ธรรมโลก" สำหรับให้มนุษย์ทุกคนใช้ยึดถือปฏิบัติ


ธรรมะโลก
 

จากความรู้เท่าที่มีในขณะนี้ของผม
ขอเสนอหลักธรรมที่มนุษย์พึงยึดถือประจำใจทุกขณะ อันมีบทสรุปสั้นๆ เพื่อให้จดจำและยึดมั่นได้ตลอดเวลาตังนี้
"พอใจ .. ไร้ทุกข์          ทำดี .. มีสุข"
นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นบทสรุปของคำสอนทั้งปวง
สุดยอดแห่งธรรมของผม พุ่งเป้าที่การทำให้ตน "พ้นทุกข์" และ "บรรลุสุข" ทุกขณะ
อันถือเป็นสภาวะที่มนุษย์ทุกคนต้องการตลอดเวลา

องค์ประกอบของหลักธรรมนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ
1. พอใจ .. คือ ทำใจให้ไร้กิเลส ไร้ความอยาก ........ นี่คือบทสรุปของแนวทางพ้นทุกข์ที่มีสอนกันอยู่บนโลก
2. ทำดี ... คือการกระทำใดๆ ที่ทำให้ตนเป็นสุขที่สุดในขณะนั้น ตามที่สามารถทำได้ด้วยปัญญา ความรู้ ความสามารถ ......
 

พอจะเข้าใจหรือยังครับ .. ว่าการยึดถือเพียง 2 หลักธรรมข้างต้น เพียงพอให้มนุษย์อยู่อย่างพ้นทุกข์และเป็นสุขได้ตลอดเวลา .. หากยังไม่เข้าใจ ผมมีคำอธิบายโดยละเอียดต่อไปครับ

แม้หลักการที่ผมเห็นควรเสนอให้เป็นสุดยอดแห่งธรรมประจำใจคนทุกคนนี้ จะเกิดจากความคิดของผมเพียงคนเดียว แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นในหลักธรรม 2 ประการนี้ เนื่องจาก
ผมมีเหตุผลสนับสนุน ดังคำอธิบายโดยละเอียดข้างล่างนี้ .... หากแม้นท่านผู้ใดคิดเห็นแตกต่างจากนี้ ขอได้โปรดชี้แจงแนวคิดของท่านพร้อมเหตุผลที่ทำให้ท่านคิดเช่นนั้นให้กระผมทราบด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

คำอธิบายต่อไปนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงเหตุผลสนับสนุนแนวคิดของผมแล้ว ผมอยากนำเสนอเป็นรายละเอียดของหลักธรรมประจำใจ ที่มนุษย์ทุกคนควรได้ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้สามารถยึดถือเอาสุดยอดแห่งธรรมนั้นไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีประโยคใดที่ท่านคิดเห็นแตกต่าง ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบด้วยเช่นกัน

1. พ้นทุกข์ทางใจทั้งปวง ด้วยความพอใจ (ละความอยาก)
ความอยาก เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ และยังเป็นตัวปิดกั้นปัญญา
ดังนั้น หลักเบื้องต้นของการหลุดพ้นทุกข์ คือต้องละความอยากก่อน
นั่นคือ รู้สึกพอใจกับสภาพตามจริงที่เป็นอยู่
เมื่อหยุดอยากปุ๊บ จะพบเลยว่า ทุกข์ที่มีอยู่ได้หายไปทันที

จากนั้นจะเริ่มเข้าใจปัญหา และหนทางแก้ปัญหา ด้วยปัญญาและความรู้ที่เข้ามาแทนที่ความอยาก
สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ทันความอยาก และ รู้วิธีที่จะหยุดความอยากได้

ความอยากหนึ่งดับไป ความอยากอีกหลายๆ อย่างอาจยังแฝงอยู่ในใจ และพร้อมให้ทุกข์ได้ทุกเมื่อ .... แนวทางดับความอยากทั้งปวงคือ พอใจในสภาพที่เป็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอยู่อย่างไร

--- พอใจ ==> ไร้อยาก ==>  ปราศจากทุกข์ ==> ปลุกปัญญา ---
 

1.1) รู้จักความทุกข์
ความทุกข์กาย
        เช่น ปวดฟัน ปวดหัว  ท้องเสีย  ท้องผูก  เจ็บแผล  หนาว  ร้อน ฯลฯ
        การดับทุกข์กาย  ต้องแก้ด้วยการทำดี (หัวข้อที่ 2)
        ในชั้นนี้ ความพอใจ ขจัดได้แต่ทุกข์ใจเท่านั้น   แต่ก็อาจมีผลต่อทุกข์กายได้บ้าง เช่น เครียดจนปวดหัว .. เมื่อพอใจแล้วจะไม่เครียด อาการปวดหัวก็หายไป
 

ความทุกข์ใจ
        เช่น กังวล  โกรธ  เกลียด  เบื่อ  อิจฉา  ซึมเซา  สับสน ฯลฯ
        ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นอาการไม่ปกติของใจ  ซึ่งอาจมีผลเกี่ยวเนื่องมาจากทุกข์กายหรือไม่ก็ได้ เช่น ความกังวล อันเนื่องมาจากที่ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด  หรือ ความอาฆาตแค้น อันไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความทุกข์กายแต่อย่างใด   แต่ลักษณะร่วมของทุกข์ใจทุกรูปแบบคือ เกิดจากความอยาก (หัวข้อ 1.2)
        ความทุกข์ใจนี้ เป็นสิ่งที่เราควรดับ เนื่องจาก นอกจากจะทรมานใจเอง ประหนึ่งตกนรกแล้ว ยังมักส่งผลให้เกิดทุกข์กายตามมา เช่น เมื่อโกรธก็ไร้สติ ทะเลาะวิวาท  เมื่อกังวลก็ไร้สติ หาทางแก้ปัญหาไม่ได้จนเกิดผลร้ายต่างๆ ตามมา เป็นต้น
        หัวข้อที่ 1.5 จะได้กล่าวถึงวิธีการสร้างความพอใจ และสลายความอยาก (หัวข้อ 1.5) จะบอกแนวทางที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ใจได้ 


1.2) ความอยาก (กิเลส) คืออะไร
* ความอยากคืออาการของใจที่มีความต้องการ

        โปรดสังเกตุว่า ความอยากเกิดขึ้นที่ใจ   หิวที่ท้อง  ปวดที่มือ  หนาวที่หู   เป็นอาการของกาย  แต่ความอยากที่จะหายหิว หายปวด หายหนาว เกิดขึ้นที่ใจ ... ทุกข์ที่ต้องการให้ดับในชั้นนี้นี้ คือทุกข์ใจ ไม่ใช่ทุกข์กาย ดังนั้นจึงต้องดับที่ใจ .. ใจควบคุมได้ด้วยธรรม ... ธรรมที่เรายึดมั่นว่า จะต้องละทิ้งความอยาก

        ความอยากแบ่งเป็นสองอย่าง  คือ ความอยากที่เกี่ยวข้องกับกาย   และความอยากที่เกิดจากใจล้วนๆ

        ความอยากที่เกี่ยวข้องกับกาย ก็อย่างเช่นที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น อยากหายหิว อยากหายปวด อยากหายหนาว อยากหายง่วง เป็นต้น

        ความอยากที่เกิดจากใจล้วนๆ ก็อย่างเช่น อยากหายตัวได้  อยากรวย  อยากได้รับการนับหน้าถือตา  อยากพบพระเจ้า  อยากให้เขารัก  อยากให้เขาได้ดี ฯลฯ


* จุดสังเกตให้รู้ทันความอยาก คือ ทุกข์

        เมื่อใดที่รู้สึกว่าใจเป็นทุกข์  ให้รู้เลยว่า มีความอยากเป็นต้นเหตุ  กล่าวคือ ใจจะไม่สบาย เพราะจะรู้ว่ากำลังทำผิด คือทำตามความอยากโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรสนับสนุน ... ลองพินิจดูให้ดี จะพบว่า ตนมีความอยากอะไร จึงได้เกิดทุกข์เช่นนั้น  ... แต่หากมั่นคงอยู่กับธรรม  "พอใจในสภาพที่เป็นอยู่"  ความอยากและความทุกข์จะเกิดขึ้นมาไม่ได้   

        ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากผลของกิเลสเป็นได้หลายรูป เช่น รัก โลภ โกรธ เกลียด หลง อิจฉา อาย กลัว เหนื่อยหน่าย ขี้เกียจ .. ซึ่งล้วนเป็นอารมณ์ที่ปิดกั้นปัญญา เมื่อสิ้นปัญญาแล้วก็ทำให้โง่ .... ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนทุกวันนี้ส่วนหนึ่ง ได้กระทำสิ่งผิดๆ หรือเลวๆ เพราะถูกกิเลสสั่งสมจนสิ้นปัญญา ... เมื่อสิ้นปัญญาแล้วก็เหมือนคนตาบอด ประหนึ่งคนหมกมุ่นกับความรักนั่นแหละ เพียงแต่ความรักนั้นเป็นผลจากกิเลสอันรุนแรง   จึงเกิดเป็นวลีที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด"

* ความอยากที่แฝงลึก

        ข้อน่าสังเกตอีกอย่างคือ การตัดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งไปจนใจรู้สึกพอแล้วนั้น มิได้หมายความว่าสามารถหยุดความอยากได้ทั้งหมด  .. ความอยากอื่นๆ ยังคงแฝงอยู่ในใจ  รอเวลาที่ใจจะไร้ธรรมะแล้วจะโผล่ออกมา  ... บางคนเมื่อรู้สึกพอใจ อาจนึกว่าตนไม่มีความอยากแล้ว  ความจริงอาจเพียงแค่ตัดความอยากเรื่องนั้นไปได้  แต่ยังเหลือความอยากแฝงอยู่อีกมากในใจ  

        ลักษณะของความอยากที่แฝงลึกนี้จะสังเกตได้โดย เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามา  ใจจะเขวไปหาสิ่งนั้นทันที .. ซึ่งเมื่อเขวไปแล้ว ใจก็อาจถูกความอยากเข้าครอบงำอีกครั้ง  หากไม่ได้ยึดมั่นในธรรมนี้ทุกขณะ

1.3) ลักษณะจิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความอยาก
* เศร้า โกรธ เกลียด กลัว กลุ้ม หงุดหงิด อิจฉา เหนื่อยหน่าย อาย รังเกียจ ขี้เกียจ ฯลฯ .. อารมณ์ทุกข์ และอาการทุกข์แห่งใจทั้งหลาย
* ใจที่ยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่ง โดยไม่เปิดใจรับฟังเหตุผลของผู้ได นั่นก็เป็นใจที่ถูกความอยาก ที่เรียกว่า "ทิฐิ" ครอบงำ ตัวอย่างเช่น ไม่ยอมรับฟังเหตุผลเรื่องการรวมชาติ ศาสนา .... ซึ่งตนได้ยึดมั่นถือมั่นมาตลอดชีวิต  
* ใจที่มักไม่มีปัญญา เนื่องจากมีความอยากเป็นม่านบังตาให้มองไม่เห็นความจริง หรือความรู้
* อาจเหมือนเป็นสุข  แต่เป็นสุขที่ปนทุกข์  เกิดความเครียด  เหมือนรู้ว่าไม่ควรทำสิ่งนั้น  แต่ห้ามใจไม่ได้  ยิ่งทำยิ่งทุกข์ากขึ้น  ยิ่งยอมทำตามอยาก ก็ยิ่งถูกความอยากปิดกั้นปัญญาให้ลืม พอใจ และ ทำดี

1.4) สภาพจิตใจที่ไร้ความอยาก
+ ไม่มีอาการทุกข์ใจต่างๆ
+ พอใจในสภาพที่เป็นอยู่
+ รู้ตน  รู้ใจ
+ ปัญญาแจ่มใส
+ อารมณ์เบิกบาน
+ เกิดความสุขสงบในใจ ที่เป็นอิสระจาก หน้าที่ ภัยอันตราย สิ่งรบกวน และความอยากทั้งปวง

1.5) วิธีการรู้ทัน ป้องกัน และระงับความอยาก
* รู้ทันได้ ด้วยการสังเกตุใจ  หากเมื่อใด ที่ไม่ พอใจ  หรือ มีทุกข์  นั่นคือความอยากกำลังเข้าครอบงำ  มีธรรมประจำใจทุกขณะแล้วจะรู้ทันกิเลส   ธรรมะโลกนี้ เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือตลอดเวลา
  + คำถามเรียกสติ ทำอะไร ทำทำไม มันมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเช่นนั้น คิดเช่นนั้น
 

* ป้องกันได้ โดยยึดมั่นการ ทำดี ทุกขณะ เพราะหลักของการทำดีอย่างหนึ่งคือ ทำเมื่อรู้ว่าควรทำ  ไม่ใช่ทำตามความอยาก  หากแต่ใช้เหตุผล เป็นหลักในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ  พยายามให้ รู้ก่อนทำ หรือรู้ขณะที่ทำ ว่ากำลังทำถูกต้องตามหลักเหตุผลหรือไม่  หรือกำลังตามใจตนที่หลงไปกับความอยาก
   + สังคมควรส่งเสริมความรู้ ไม่ใช่กระตุ้นกิเลส
   + มองโลกในแง่บวก
   + มีเป้าหมายหลักของชีวิตที่ถูกต้อง
   + มอง .. สัมผัส ถึงสภาพที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ หยุดความคิดปรุงแต่ง อย่าไปคิดว่าสิ่งนั้นสวยหรือขี้เหร่กว่าที่มันเป็น
อย่าไปคิดว่าเขาดีหรือเลว กว่าที่เราเห็น ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ อย่าใช้ความคิด ประมวลผลโดยการปรุงแต่งเกินความเป็นจริง
ผู้ที่อยู่กับความจริง และยอมรับความจริง จึงพบความพอใจ และไม่มีทุกข์

* ระงับได้ โดยยึดมั่นในธรรมะ "พอใจในสภาพที่เป็นอยู่" .... ไม่ว่าจะมีทุกข์เยี่ยงไร  ไม่ว่าสภาพในขณะนี้จะดูน่าเป็นทุกข์ปานใด  แต่ด้วยความรู้แจ้งในธรรมว่า การดับทุกข์นั้นทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ ตัดกิเลส ละความอยาก และ พอใจในสภาพที่เป็นอยู่  เท่านั้นเอง ความทุกข์และความอยากจะถูกระงับไปเอง
    + หยุดอยาก -- ทำไมต้องอยากให้เป็นทุกข์ .. หยุดอยากได้สิ่งที่ไม่มี แล้วก็จะพอใจกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น .. เช่น พอใจในความเป็นมนุษย์ พอใจที่คิดได้
    + โกรธแล้วได้อะไร เกลียดแล้วได้อะไร อิจฉาแล้วได้อะไร กลัวแล้วได้อะไร ... รัก ได้แต่ความสบายใจ
    + อารมณ์เบิกบาน

        อนึ่ง บางคนเข้าใจว่าทุกข์เกิดเพราะมีสิ่งต่างๆ มากไป แล้วต้องกลัวการสูญเสีย ความจริงทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่า "มี" หรือ "ไม่มี" .... หากแต่เกิดขึ้นเพราะ "อยาก" แล้วไม่ได้ดังใจอยาก    สิ่งที่ต้องกำจัดคือความอยาก ไม่ใช่ความมี

        กิเลสจะยังคงถูกยึดถือสืบไป หากสังคมไม่เริ่มแก้ปัญหาให้ถูกทาง .... นั่นคือการหยุดยั่วกิเลส .. แล้วหันมาส่งเสริมการใช้ปัญญา ...
แทนที่จะดึงดูดคนให้ทำสิ่งใด ด้วยกิเลสในตัวเขา  ควรเน้นให้เขาคิด ว่า ทำไม เขาถึงควรทำเช่นนั้น


เมื่อฝึกตนจนเกิดความพอใจสม่ำเสมอ จะมีความไวต่อทุกข์มากยิ่งขึ้น รู้ตัวโดยเร็วเมื่อเกิดทุกข์ และรู้ทันความอยากที่เป็นตัวการแห่งทุกข์ .... หยุดความอยากนั้นเสียก็จะเกิดความพอใจดังเดิม



2. บรรลุสุข ทุกขณะ ด้วยการ "ทำดี"


ทำดี เพื่อให้มีความสุข มีความสุขเพื่อให้ทำทุกอย่างได้ดี
การทำดี หมายถึง การควบคุมสมองให้คิดในสิ่งที่ควรคิด   การควบคุมร่างกายให้ทำในสิ่งที่ควรทำ   การถ่ายทอดความคิดในรูปแบบที่ควรถ่ายทอด ในปัจจุบัน ...... ผลจากการทำดีจะทำให้มีความสุข .. หากเกิดผลที่ไม่เป็นสุขแล้ว ก็จงเข้าใจว่าเรานั้นยังไม่ได้ทำดี หรือการทำดีนั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีจริง
เหตุผล คือหลักการที่ใช้พิจารณาว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ทุกสิ่งในจักรวาลดำเนินไปตามหลักแห่งเหตุผล หรือ กฏแห่งกรรม ... มีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีเหตุผล .. คือ จิต ..... แต่จิตไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติดังที่ใครๆ พยายามทำกัน (เช่น สักการะเทพเจ้า เพื่อให้ถูกหวย ฯลฯ)

ผลจากการทำดีคือจะได้ดี "มีสุข" ดังคำกล่าวว่า "ทำดีได้ดี" "ทำชั่วได้ชั่ว" หากไม่ทำก็จะไม่ได้ดี และอาจถูกความไม่รู้ตัวเข้าครอบงำให้ทุกข์ได้ ... เตือนตนให้ทำดี ในทุกขณะ จะทำให้ตนมีแต่ความสุขสงบ เพราะรู้แก่ตนว่ากำลังทำความดี  .....  "อยู่กับการทำดี"

ลักษณะของการทำดี (รวมถึงคิดดีด้วย) ที่จะให้ความสุขก็คือการทำโดยรู้ว่าควรทำเพื่อให้เกิดผลอันดีและรู้สึกดีขณะที่ทำ .. ดีแก่กายและใจตนเองในขณะที่ทำ .....  "ทำ เพราะรู้ว่าควรทำ  ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ" ... "ไม่มีอะไรที่อยากทำ ไม่มีอะไรที่ต้องทำ ไม่มีอะไรที่เผลอทำ .. มีแต่สิ่งที่ควรทำ" ... มีเหตุผลสนับสนุนการกระทำ และมีความสุขขณะที่ทำ

หัวข้อธรรมเพื่ออธิบายหลักการทำดี

2.1 รู้จัก ความสุข

2.2 ทำอย่างไร คือ ทำดี

2.3 ตัวอย่างการทำดี

2.4 ทำอย่างไร คือ ทำเลว

2.5 ตัวอย่างการทำเลว

2.1) รู้จัก ความสุข

เพื่อให้เห็นคุณค่าของการทำดี  จึงควรเข้าใจคุณค่าของผลแห่งการทำดี  ซึ่งก็คือ "ความสุข" กันก่อน

คำว่า "สุข" เป็นคำที่เราใช้กันบ่อยมาก  แต่เราเข้าใจมันดีแค่ใหน

หากตอนนี้ท่านไม่มีความสุข ลองนึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ที่ท่านเคยมีความสุขกับมัน

สุขที่ได้เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงดนตรี  สุขที่ได้เล่นกับลูกหมา  สุขที่ได้พบเพื่อนเยอะๆ  สุขที่ได้อยู่คนเดียว  สุขที่สอบได้ที่ 2   สุขที่ได้เต้น  ได้ร้องเพลง  ได้ดูวิวสวยๆ  ได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ  ปลาบปลื้มใจที่ได้รับคำชม   ฯลฯ

ทั้งนี้ ความสุขที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นโดยรู้ตัว  และเป็นสุขที่บริสุทธิ์ นั่นคือไม่ได้เกิดโดยมีความทุกข์เจือปน  เช่น สุขที่ได้สูบบุหรี่ แต่ทุกข์ที่เป็นห่วงสุขภาพของตนหรือคนข้างๆ

เมื่อพูดถึงความสุข จะไม่แบ่งเป็นความสุขกาย หรือความสุขใจ ตามที่เคยได้ยินกัน

โดยแท้จริงแล้ว (ถ้าคิดไม่ผิด) ความสุขคืออาการของจิต  หากขาดจิตแล้ว ไม่ว่ากายจะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส เช่นไร ก็จะไม่สามารถมีความสุขได้

ดังนั้น เมื่อพูดถึงความสุขแล้ว ก็หมายถึงสุขใจแต่เพียงอย่างเดียว 

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาที่มาของความสุข พอจะแบ่งความสุขใจนี้ออกได้เป็นสองลักษณะ คือ

ความสุขที่เกี่ยวเนื่องกับกาย

ได้แก่ ความสุขที่เกิดขึ้น เมื่อประสาทสัมผัสต่างๆ ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชอบ เช่น  หูได้ฟังเสียงที่ชอบ  ตาได้เห็นภาพที่ชอบ  จมูกได้ดมกลิ่นที่ชอบ   ลิ้นได้อมรสที่ชอบ   กายได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย   สมองได้รับฮอร์โมนแห่งความสุข (จากการวิ่งหรือร้องเพลงหรือเล่นดนตรี)  เป็นต้น  (ขอให้พยายามแยกแยะสิ่งที่ชอบออกจากสิ่งที่อยาก  ถ้าเรารู้ถึงสิ่งที่ชอบจะทำให้เราพบทางสร้างสุข  แต่ถ้าเราทำเพื่อสิ่งที่อยากโดยไม่เข้าใจว่าทำไมจึงอยากเช่นนั้น จะทำให้เป็นทุกข์)

ความสุขที่เกิดจากใจล้วนๆ

เกิดขึ้นเมื่อใจได้เชื่อมั่นว่ากำลังทำดีอย่างถูกต้องตามหลักการและเหตุผล  เช่น ความสุขที่ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มารับบริการ   ความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต    สุขที่ได้พบว่าตัวเองมีความสุข

ส่วนความสุขที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับในสิ่งที่อยากได้  เช่น ได้เงินที่กำลังอยากได้  ได้ความรู้ที่กำลังอยากมี ได้แฟนที่กำลังหลงรัก   ได้อำนาจที่กำลังใฝ่หา  ได้รับคำชมดังที่อยากฟัง  ซื้อหวยแล้วถูกหวย ฯลฯ เป็นความสุขที่เกิดจากความหลง ขณะที่เป็นสุขเช่นนี้ก็มักจะไม่รู้ตัว  เป็นความรู้สึกอันตรายที่พึงระงับ เพราะสิ่งนี้คือเชื้อของไฟกิเลส

คุณค่าของความสุข ... เมื่อเรามีความสุขแล้ว เราก็จะอารมณ์ดี เมื่ออารมณ์ดีเราก็จะทำงานต่างๆ ได้ดี และสุขภาพกายก็จะดีด้วย เนื่องจากสมองและท้องไม่ได้รับผลร้ายจากฮอร์โมนความเครียด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเรียนรู้หลักแห่งการทำดี อันจะนำมาซึ่งความสุข


2.2) ทำอย่างไรจึงเรียกว่า ทำดี

การทำดีจะทำให้มีความสุข และรู้สึกดี   การทำดีในที่นี้ไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงว่า "การช่วยเหลือผู้อื่น" .. หากแต่ เป็นการกระทำเพื่อขจัดปัญหาแก่ตน และให้ความเบิกบานแก่ตนเอง (เบิกบาน ทั้งหู ตา จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ ซึ่งความเบิกบานใจอย่างหนึ่งคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น) โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น 

ความสามารถในการ "ทำ" ได้ คือคุณสมบัติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำใจ (คิด) ทำกาย ทำวาจา (พูด) .. เราควบคุมความคิดและร่างกายได้ด้วยตัวเราเอง .. และเราไม่ควรปล่อยชีวิตที่ได้เกิดมานี้ให้สูญเปล่า เพราะไม่ได้ควบคุมตัวเองให้ทำสิ่งที่ดี

การยึดมั่นที่จะทำดีทุกขณะจะทำให้มีความสุขทุกขณะ ...

คำที่พึงระลึกไว้ประจำใจเพื่อเตือนตนในการทำดีได้แก่ คำถามเรียกสติและเพิ่มความเชื่อมั่น "ทำอะไร ทำทำไม  ทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่" ... และ ทำอย่าง "เร็ว  รอบคอบ  อารมณ์ดี"

ลักษณะของการทำดีมีดังนี้

* ทำแล้วเกิดผลดีต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (หากอาจเป็นไปได้ทั้งผลดีผลร้าย ให้เลือกทำสิ่งที่ได้ผลดีที่สุด ใช้ความรู้ที่มีมาพิจารณาตามหลักเหตุผล)  ผลดีนี้เกิดได้ทั้งแก่กายและใจ แก่กายก็คือการมีสุขภาพดี แก่ใจก็คืออารมณ์ดี เกิดความเบิกบาน รื่นเริง และความภาคภูมิใจ (ใจจะรับรู้ได้ว่าได้ทำดีจริงๆ แล้วหรือไม่  หากไม่ได้ทำดีจริงใจจะไม่เป็นสุข  หากทำดีจริงผลดีที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ซึ่งต่างจากความยินดีปรีดาที่ได้อะไรมาด้วยโชค  .... ได้ด้วยโชคฤาจะน่าภาคภูมิเท่าได้มาด้วยฝีมือ ...... ความโชคดีไม่ได้มาจากการที่เป็นคนมีบุญวาสนามาแต่ชาติปางไหนหรอก .. หากแต่เป็นความบังเอิญตะหาก)

* ทำอย่างพอดีตามศักยภาพในปัจจุบันของตน .. ไม่ทำมากไปหรือน้อยไป .... ไม่มุ่งหวังที่จะทำเกินกำลังเพราะมักให้ผลร้ายมากกว่าผลดี   ไม่ทำน้อยกว่าที่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการใช้เวลาไม่คุ้มค่า ... จิตจะรู้ดีว่าเราสามารถทำได้เพียงใด .. เราไม่สามารถหลอกจิตได้ว่า ฉันทำได้แค่นี้แหละ ... ถ้าจะทำเพียงเท่านั้นก็ต้องมีเหตุผลที่แท้จริงไว้ชี้แจงกับจิต  .. เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะทำได้แค่ใหนก็ควรพอใจ

ทำดีที่สุดตามสถานการณ์ปัจจุบัน ... เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป ความตั้งใจที่ตั้งไว้แต่เดิมก็ควรเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกันได้  อย่าฝืนทำตามเป้าหมายเดิม เพราะนั่นคือการทำตามอยาก ... ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในปัจจุบัน

* ทำอย่างถูกต้องตามหลักเหตุผล .. มีเหตุผลสนับสนุนการกระทำว่าทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร  ทำทำไม ..

* ทำตามความรู้ ความสามารถ และปัญญาของตน .. บางครั้งต้องยอมรับว่าเราไม่รู้จริงหรือไม่เก่งพอ  จึงไม่สามารถทำให้ได้ผลดีนัก แต่ผลที่ผิดพลาดก็จะทำให้รู้จริงยิ่งขึ้น และทำให้เข้าใจว่าการแสวงหาความรู้และการฝึกฝนความสามารถก็เป็นการทำดีเพื่อที่จะสามารถทำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น .... ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงพึงให้ความรู้แก่ทุกคน ว่าควรทำโลกให้ดี โดยการทำงานที่ดี (งานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง) แล้วผลดีจะเกิดแก่ตนในที่สุด

* ทำดีแล้วจะมีความหวังถึงผลที่ดี .... ความหวังไม่ใช่ความอยาก ... อยากให้ทุกข์ แต่หวัง ให้กำลังใจ ... ความอยากเกิดโดยไม่รู้ตัว ..... แต่หวังเกิดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลให้บรรลุเป้าหมาย .... หากผลไม่เป็นดังที่คิดไว้ก็จะเกิดเป็นความรู้เพื่อใช้ในการทำดีต่อไป

* ทำหลังจากคิดและรู้ว่านั่นคือการทำดี ... ทำเพราะรู้ว่าควรทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ หรือทำตามอารมณ์ .. เมื่อรู้แล้วก็จะกล้าทำและเต็มใจทำ ... ขอให้รู้จริง ว่าสิ่งที่เห็นว่าควรทำนั้น ทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น    

ขณะที่ทำมีความรู้ตนว่ากำลังทำอะไร  เพื่ออะไร  มีสติ ... "ขณะนี้ กำลังคิด พูด หรือ ทำ สิ่งใด ... ทำอย่างไรจึงจะเกิดผลดีที่สุด" (หมายเหตุ.. ไม่จำเป็นต้องรับรู้เสียทุกอย่าง แต่ต้องรู้สิ่งที่ต้องใช้ในการทำ) .... การยึดมั่นในหลัก "ทำดี" จึงเป็นแนวทางก่อให้เกิดทั้ง "การรู้ (รู้ตนว่ากำลังทำอะไร)" และ "ความรู้ (ความจริงที่เป็นไปในจักรวาลด้วยหลักของ เหตุ และ ผล)"

* ทำโดยละทิ้งความอยาก แต่ไม่ใช่ละความเพียร ..... พึงเพียรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ...
อย่าอยากให้บรรลุผลสำเร็จได้โดยไร้ความเพียร ... และอย่าเพียรเพื่อผลสำเร็จจนเกิดผลร้ายแก่ตนเอง ... เพราะนั่นไม่ใช่การทำดี .. หากแต่เป็นการทำตามความอยาก

* ทำโดยยึดมั่นกับ "ปัจจุบัน" .. สิ่งที่ทำได้ก็คือสิ่งที่กำลังทำอยู่ ... ดังนั้น การหวังผลกับสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ จึงไม่มีผิดหวัง



********************
ข้างล่างนี้เป็นเนื้อหาธรรมที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดเกลา
จะพยายามรีบดำเนินการเรียบเรียงให้แล้วเสร็จครับ
********************


นับแต่นี้ ทุกชั่วขณะ ผมจะเฝ้าถามตัวเองเป็นระยะๆ ว่า "กำลังทำอะไรอยู่" และ "ทำเพื่ออะไร" ... การตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำเพื่ออะไร หรือ
ทำทำไม .. เป็นแนวทางก่อให้เกิดทั้ง "การรู้ (รู้ตนว่ากำลังทำอะไร)" และ "ความรู้ (ความจริงที่เป็นไปในจักรวาลด้วยหลักของ เหตุ และ ผล)"
.... ผลที่สุดแห่งการหมั่นเตือนตนด้วยคำถามนี้จะนำมาซึ่ง ความพ้นทุกข์ ความสุข และ ความสำเร็จ
1. เวลา .. เมื่อได้คำตอบว่า กำลังทำอะไร และทำเพื่ออะไร ... ผมก็จะไม่เสียเวลาทำเกินความจำเป็น .. และรู้ว่าน่าจะใช้เวลาทำสักเท่าไร .. อีกทั้งไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปกับการใจลอย
2. ความอยาก .. การรู้ตนว่ากำลังทำอะไร ทำให้มองเห็นถึงความอยากได้ชัดเจน .. หากทราบว่าที่กำลังทำอยู่ เพียงเพื่อสนองความอยาก อย่างไร้เหตุผล .. ไม่ได้มีประโยชน์อันใด .. ก็จะรู้ทันความอยากได้มากขึ้น
3. ทำดี .. การรู้ว่า ทำไปทำไม จะทำให้เข้าใจถึงผลแห่งการกระทำจนถึงที่สุดของผลนั้น ทำให้มั่นใจได้ว่า จะทำแต่สิ่งดี ...... แม้จะเป็นการลองผิดลองถูก ก็มาจากพื้นฐาน ของการไตร่ตรองว่า น่าจะเกิดผลดี
4. พอใจ .. เป็นผลสืบเนื่องจากการรู้ทันความอยาก ... เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ใจกำลังปรารถนาอยู่คือความอยากอย่างไร้เหตุผล .. ความอยากนั้นก็จะดับลง .. เกิดเป็นความพอเข้ามาแทนที่
5. สมเหตุสมผล .. เกิดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ ทำไปโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างสมเหตุสมผล .... ไม่ใช่ทำไปเพียงเพื่อสนองความอยาก หรือทำไปโดยไม่รู้ตัว .... ดังนั้น จึงทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง
6. รักษาสุขภาพ .. หากรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ได้เกิดผลดีต่อสุขภาพ .. หรือไม่ได้กำลังทำให้เกิดสุขภาพที่ดี ... ก็จะเตือนตนให้หยุดทำลายสุขภาพ หรือเปลี่ยนอิริยาบทเพื่อให้เกิดผลดีต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย พร้อมกับผลดีจากการกระทำนั้นๆ ไปในขณะเดียวกัน
7. ความสุข .. ความสำเร็จ .. และ ความหวัง .. ด้วยการทำแต่สิ่งที่ดี (สิ่งที่จะนำมาซึ่งผลดีแก่ตนและสังคม) และเชื่อได้ว่าทำได้แน่นอน
(ยกตัวอย่างเช่นผมกำลังเคาะแป้นพิมพ์อยู่นี้ ผมก็เชื่อได้ว่าจะปรากฏตัวหนังสือขึ้นบนมอนิเตอร์) ผมก็จะรู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อยู่ทุกขณะ .. ยังผล ให้เกิดความสุขและเบิกบาน .. อีกทั้ง เมื่อได้ทำแต่สิ่งที่ดี ก็จะยังสามารถมองเห็นฝันที่เป็นไปได้จากแนวปฏิบัติดีๆ ที่กำลังทำอยู่ .. อยู่กับชีวิตที่มีความหวังอันสดสวย
8. ไม่ส่งจิตออกนอก .. ครูบาอาจารย์ท่านได้บอกสอนไว้ว่า หนทางสงบคือ อย่าส่งจิตออกนอก .. ซึ่งเมื่อยิ่งคิดจะไม่ส่ง ก็ยิ่งส่ง ... การตั้งคำถามว่ากำลังทำอะไร จะทำให้รู้ตน ว่ากำลังส่งจิตออกนอกหรือไม่ และเมื่อรู้แล้วก็จะหยุดได้ ด้วยการถามต่อว่า ส่งจิตออกไปเพื่อเหตุผลอะไร ได้อะไรขึ้นมาหรือ

"คิดก่อนทำ" ก็นับเป็นเรื่องดีที่น่าทำ (คิด) ก่อนที่จะลงมือทำจริงๆ

แต่ผู้รู้ จะคิดก่อนว่าต้องการหาเพื่ออะไร แล้วก็จะเข้าใจว่าถ้าหาเจอจะได้ใช้ประโยชน์อย่างไร จึงเข้าใจว่าสมควรที่จะต้องค้นหา (แต่ก็มีความรู้ที่จะยอมรับความจริงได้ว่า อาจจะหาไม่เจอก็เป็นได้) จากนั้นก็เริ่มหา หาอย่างมีสติ หาจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งเรื่อยๆ มีความสุขใจอยู่ทุกขณะที่ได้หาในที่หนึ่งๆ เพราะเห็นว่าการค้นหานี้คือการทำดี ต่างจากผู้ที่มีแต่ความอยากที่จะหาให้เจอ จะรู้สึกถึงแต่ความกังวลใจที่ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งที่ต้องการหา .... เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า .. สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีในสิ่งที่อยากมี หากแต่อยู่ที่การมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่

** ตอนนี้ทำดีอะไรได้ ก็ต้องทำไปก่อน ... ทำดี คือทำเมื่อเข้าใจเหตุผลที่ควรทำ .. ไม่ทำอะไรตามความอยาก
ละความอยากอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ให้ได้ และทำสิ่งดีๆ อันจะนำมาซึ่งความสุข ..
ยึดมั่นการทำดีเยี่ยงนี้ทุกขณะไปจะทำให้เกิดความรู้ขึ้นเองในขณะที่ทำ ....

การมีเป้าหมายที่ดีจะทำให้สามารถรู้ว่าในขณะนี้ควรทำอะไรดี

- ทำความดีทุกขณะ เพื่อให้เกิดความสุขทุกขณะ ....... ความดีในที่นี้ไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงว่า "การช่วยเหลือผู้อื่น" .. หากแต่ เป็นการกระทำเพื่อขจัดปัญหาแก่ตน
และให้ความเบิกบานแก่ตนเอง (เบิกบาน ทั้งหู ตา จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ ซึ่งความเบิกบานใจอย่างหนึ่งคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น)

- ธรรมชาติของการทำดี อาจไม่เร้าใจ ก่อเกิดความง่วงบ้าง ซึ่งนี่เป็นปกติ เพราะการทำดีไม่ได้ทำเนื่องจากความอยาก จึงขาดฮอร์โมนกระตุ้น
 

ทำดีแล้วขึ้นสวรรค์ .. ไม่ต้องรอให้ตายหรอกนะ .. ขึ้นสวรรค์ในฉับพลันทันทีที่ทำดีนั่นแหละ

 
.... สิ่งดีที่พึงทำก็คือสิ่งที่ทำแล้วเกิดผลดีแก่ตนและคนอื่น (สังคม) ..
บางครั้งอาจเห็นว่ามีหลายสิ่งที่ควรทำ ก็ ขอให้ลองไตร่ตรองดู เพราะการคิดก่อนทำก็คือการทำดีเช่นกัน ...  
 

บางครั้งอาจอยู่ในภาวะที่เหมือนไม่รู้จะทำอะไรดี ทำอะไรก็ไม่ได้ .. ก็พยายาม หายใจให้ดี (หายใจเข้าออกให้ลึกๆ) และรู้สึกผ่อนคลาย ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ... .. เตือนตนและรู้ตนเรื่อยไป ก็จะพบหนทางทำดีได้มากยิ่งๆ ขึ้น ... สำคัญคือ "ลงมือทำ" และ "รู้ว่ากำลังทำดี" อีกทั้ง ควรมีความหวังกับผลแห่งความดีที่กำลังกระทำ

ผลแห่งการทำดีอย่างหนึ่งที่ผมพึ่งค้นพบเมื่อวานนี้ คือ ทำให้อายุยืน .. อายุยืนในที่นี้ไม่ได้หมายถึง อยู่ยืนนานเป็นร้อยปี ..
แต่หมายถึงอายุยืนในวันหนึ่งๆ .. นั่นก็คือ ไม่จำเป็นต้องนอนมาก .. เพราะการทำดี ทำให้ไม่เครียด .. สมองผ่อนคลาย จึงไม่ต้องใช้เวลาพักผ่อนมาก .. อีกทั้งยังเบิกบานกับการมีชีวิตอยู่ จึงไม่อยากนอน ...... อ้อ .. การทำดีในที่นี้ของผม ก็อย่างเช่น
หายใจเข้าออกลึกๆ เป็นระยะๆ .. ไม่อยากได้อะไรที่เป็นไปไม่ได้ หรือไม่หลงกังวลไปกับความอยาก ... ไม่ฝืนคิดหรือทำอะไรที่หนักเกินไป ..
แต่ก็ไม่พลาดโอกาสที่จะทำอะไรที่เชื่อว่าทำได้ และให้ผลดี

"รู้ว่ากำลังทำดี และจะทำดีต่อไป"
1. การยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งประจำใจทำให้มีสติ และรู้ตนอยู่เสมอ
2. ไม่พึงทำอะไรตามความอยาก .. หากแต่ทำเมื่อรู้ว่าควรทำ

การลงมือทำสิ่งดีๆ ช่วยโน้มนำใจให้คิดดีด้วย


2.3) ตัวอย่างของการทำดี (ทำได้อย่างไร)
- จงทำเพื่อสังคมเป็นที่ตั้ง เมื่อสังคมดีแล้วตนจะได้ดีเอง ... ตนจะไม่สามารถได้ดีอย่างยั่งยืนหากสังคมยังไม่ดี
- ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน ควรต้องรักกันทั้งหมด
- และอื่นๆ ที่เป็นความจริง และมีเหตุผลสนับสนุน (ทุกหัวข้อข้างต้น ล้วนมีเหตุผลสนับสนุนอย่างหนักแน่น)
- หน้าที่ของคนๆ หนึ่ง ในฐานะอันเป็นองค์ประกอบของสังคม
* หากยังมีปัญหาสังคมอยู่ แสดงว่ายังมีคนไม่รู้จริงในเรื่องเหล่านี้
* อย่าปล่อยให้ความเลวลอยนวล
* ใช้พลังงานของตนและของโลกอย่างคุ้มค่า
* พึงระลึกถึงจุดหมายสูงสุดไว้ ก่อนจุดหมายที่ให้เพียงสุขในปัจจุบัน ....... งั้นก็ไม่มีวันบรรลุจุดหมายสิวะ มันต้องได้เดี๋ยวนี้ว้อย
* เหตุผลจะทำให้เรารู้ว่าควรรักมนุษย์ทุกคน สังคมจะดีเมื่อทุกคนรักกัน จิตใจจะเบิกบานเมื่อรักผู้อื่น .. รักทุกคน รักสังคม และรักให้ถูกหลักเหตุผล
* รักทุกคนทำให้มองโลกสดใส
* เวลา ... ทำให้เร็วและรอบคอบ
* บางทีความดีก็ไม่ได้ให้ผลในทันที เช่น การออกกำลังกาย
* ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ แต่ปัญหาคือสิ่งที่ควรแก้ไข ... เพื่อให้ถึงจุดหมาย สังคมที่ดี มีปัจจัยสี่ครบพร้อม
* รู้คุณคน รู้คุณสังคม ตอบแทนคุณแก่เขาและสังคม (สังคมมาเหนือกว่าส่วนตัว ... การสอนให้เขารู้เรื่องนี้ก็เป็นการตอบแทนคุณ)
* สร้างโลกแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่โลกแห่งการแข่งขัน ... ถ้าจะแข่งก็ให้แข่งกับตัวเอง ... แข่งกับตนดีต่อสังคม แข่งกับผู้อื่นสังคมได้อะไร
* อย่าอยากที่จะปิดบังความผิด เปิดเผยออกมาให้สังคมได้รู้ เพื่อสังคมจะได้ช่วยบอกว่ามันผิดจริงๆ จะได้รู้จริง และเลิกทำเช่นนั้นอีก
* ความกล้าแสดงออกในทางที่ดีของเรา ก็เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่นๆ ในโลก
* ออกกำลังกาย ดีทั้งต่อเราและต่อโลก
* ยิ้ม คือสัญญาณแห่งความสุข มีสุขจึงยิ้ม หรือ ยิ้มจึงมีสุข ... ยิ้มแค่ใหนดีล่ะ ??
* สิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นการทำดีให้ตัวเองบางอย่าง ถ้าทำมากไป กลับไม่ได้ให้ผลดี เช่น กินอะไรที่โปรดปราน กินแต่เพียงน้อยก็ชื่นใจ กินมากไปก็ท้องเสีย
- จงทำเพื่อสังคมเป็นที่ตั้ง เมื่อสังคมดีแล้วตนจะได้ดีเอง ... ตนจะไม่สามารถได้ดีอย่างยั่งยืนหากสังคมยังไม่ดี
- การกระทำใดๆ เพื่อความสุขส่วนตนนั้น ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
- ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน ควรต้องรักกันทั้งหมด

ทุกสิ่งที่ทำ ล้วนต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือ เพียงเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร และกะประมาณได้ว่ามันจะใช้เวลาสักเท่าไหร่ ถ้าเวลาพอก็ลงมือทำ ถ้าเวลาไม่พอก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่ต้องทำก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจก็ลองทำดูก็ได้ และเมื่อลงมือทำสิ่งใดแล้วก็พยายามทำให้เร็วที่สุดและดีที่สุด เวลาที่มีก็จะเพียงพอแก่การทำสิ่งนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น การเรียน ปริญญาตรีก็ต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปี การนอนก็ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง การกินข้าวก็ต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที การเคี้ยวข้าวหนึ่งคำก็ต้องใช้เวลาประมาณ 6 วินาที การวิ่ง 100 เมตร ต้องใช้เวลาประมาณ 10 วินาที ต่อให้นักวิ่งพยายามแค่ใหนก็ไม่สามารถทำเวลาได้น้อยกว่า 8 วินาที (แต่ถ้าขี่มอตะไซค์เอาก็ใช้เวลาน้อยกว่านั้น ฮา : )
การเขียนบทความนี้ของผมถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็ต้องใช้เวลาเยอะกว่านี้ หรือใช้สมองที่ดีกว่านี้ แต่เมื่อมีเวลาให้เขียนแค่นี้ และหัวขมองก็ฉลาดแค่นี้ ก็คงต้องจบและพอใจแค่นี้
แล้วพบกันใหม่ครับ

ผมมีกิจกรรมที่เป็นการทำดีในเวลาว่าง มานำเสนอ ดังนี้ครับ
"เวลาว่าง" ในความหมายของผมก็คือเวลาที่ไม่ได้ทำอะไร .. ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร .. หรือไม่รู้ว่าจะทำอะไร .. ถ้าจะกล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อความชัดเจนมากขึ้น ก็เช่น ตอนที่เหม่อลอย ตอนที่ต้องการพักผ่อน ตอนที่โศกเศร้า ตอนกลัดกลุ้ม และรวมถึงตอนที่เหมือนทำอะไรอยู่ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องทำ หรือทำอย่างอื่นได้ด้วย .. เช่น ตอนคุยเรื่องไร้สาระ ตอนจิบน้ำชา ตอนดูทีวี ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ ตอนรอใครสักคน
1. หายใจให้ดี
การหายใจเป็นกระบวนการที่น่าอัศจรรย์ เราสามารถหายใจได้ ทั้งโดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจ (แต่ ไม่สามารถ ตั้งใจให้ไม่หายใจได้นานๆ แหะ แหะ) แต่ถ้าเราหายใจโดยตั้งสติ ควบคุมแล้ว จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากเลย การหายใจที่ถูกหลักน่าจะเป็นการหายใจเข้าลึกๆ และค่อนข้างเร็ว แล้วก็อย่าลืมหายใจออกนะครับ หายใจออกให้สุดอย่างช้าาาา ๆๆๆๆ
2. เคลื่อนไหว และ นวดตัวเอง
ร่างกายที่ขาดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจะเกิดการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ พึงอย่าอยู่ในท่าเดิมๆ นาน เคลื่อนไหว ส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่าที่จะเคลื่อนได้ตามสถานการณ์อำนวย นอกจากนั้น ยังควรบริหารอวัยวะที่ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ ด้วยการนวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผมไม่มากอย่างผม การนวดหัวสำคัญมาก
3. คิด
สมองคนเราสามารถคิดได้เอง และเราก็สามารถสั่งมันให้คิดได้ บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้มันคิดเอง ซึ่งมักจะไม่เกิดประโยชน์ อะไร แต่ถ้าเราใช้งานมันในการคิด เราสามารถทำอะไรได้มากมาย เช่น แก้ปัญหา คำนวณเลข จินตนาการภาพ สวยๆ แต่งเพลงเพราะๆ หรือ ทบทวนความรู้ต่างๆ
4. หยุดคิด
ทำสมาธิ ปล่อยจิตให้ว่าง หยุดใช้สมอง ใช้เพียงประสาทสัมผัสของจิตให้เข้าถึงความว่าง แล้วจะพานพบความสุขสงบในบัดดล (ฮ่า ฮ่า ผมพูดเหมือนเป็นผู้เข้าถึงสมาธิชั้นสูงเลยเนาะ ... ฟามจิงไม่รู้หรอก ... ปล่อยจิตให้ว่างก็ทำไม่เป็น ... ได้แค่พยายาม)
5. สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว
การสังเกตและรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวนั้น นอกจากจะเพื่อชื่นชมความงามและเพื่อความรู้แล้ว ยังมีความสำคัญในการป้องกันภัย อันตรายด้วย ปกติแล้วประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราสั่งการให้มันทำ เราก็จะสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น สัญชาติญาณมีอยู่ในสัตว์ทั่วไป แต่ความสามารถในการบังคับสัญชาติญาณได้ ทำให้มนุษย์เรา เหนือสัตว์ทั่วไป (ใช่หรือเปล่าหว่า)
6. นอน
ถ้ามีเวลาว่างมากพอ และสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็หลับซะเลย การพักผ่อนผิดตรงใหน เนาะ Sleep for taking a rest, but not excessive sleep. It's said that general people should sleep aproximately 8 hours per day. Therefore, more or less than this shouldn't be reasonably good.

7. บริหารดวงตา
การบริหารดวงตาทำได้โดยกระพริบตาถี่ๆ เร็วๆ สักยี่สิบครั้ง สลับกับกลอกตามองไปทุกมุม โดยไม่ต้องเอี้ยวคอไปมอง อันนี้ไม่มั่วนะครับ อ่านเจอในหลายที่อยู่ มีวิธีบริหารหลายแบบ แต่แบบที่ผมว่าเนี่ย น่าจะง่ายและได้ผลดีสุด ... ผลที่สามารถคาดหวัง ได้ก็คือ ดวงตาที่แข็งแรง ทำงานได้ดีตราบชั่วชีวิตเราเลยแหละครับ
8. ฮัมเพลง
ดนตรีทำให้จิตใจแจ่มใสเบิกบาน ร้องเองฟังเองเป็นสุขที่สุด ร้องแล้วมีคนอยากฟังก็สุข แต่ถ้าร้องแล้วมีคนไม่อยากได้ยิน อาจเป็นทุกข์

กิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ที่ทำได้ง่ายๆ ใน "เวลาว่าง" มานำเสนอดังนี้ครับ
1. ยิ้ม (ยิ้มอย่างร่าเริงนะครับ ไม่ใช่ยิ้มเยาะ :)
เมื่อสังคมเห็นเรายิ้ม เขาก็จะอยากยิ้มตาม แล้วทุกคนก็จะมีฟามสุข .... การยิ้มทำได้ง่ายมาก .. เริ่มต้นด้วยสูตรเดิม คือ 1) พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ 2) ตั้งใจจะทำความดี 3) ยกริมฝึปากทั้งสองข้างขึ้น 4) พอใจอีกครั้งที่ได้ยิ้มเพื่อสังคม
2. ทำงาน ... และคิดหาอะไรทำเพื่อให้ได้ผลงานที่ดียิ่งขึ้น ... ทำงานที่ดี ให้เกิดผลดี
คนที่เป็นลูกจ้างเขา เมื่อรับค่าจ้างเขามาทำงาน ก็ควรทำให้ดีที่สุด ทำได้ไม่ดี หรือเอาแต่เล่นในเวลางานก็ละอายใจตัวเอง (ไม่ได้ว่าใครนะครับ ว่าตัวผมเองนี่แหละ) .. หมดเวลางานแล้วก็ควรเล่น หัดแบ่งเวลาให้เป็น ... ถ้ารู้สึกว่างานตัวเองไร้ประโยชน์ต่อสังคม ก็พยายามหาทางทำให้เกิดผลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ... ส่วนคนที่เป็น เจ้านายตัวเอง ก็พึงขยันทำสัมมาอาชีพตามกำลังของตน อันนี้ก็ไม่เห็นจะยากตรงใหนเลย ใช่มั้ยครับ เพียงตั้งสติให้อยู่กับงาน ทำงานให้ดี ในเวลางาน ..
3. เสียสละเพื่อผู้อื่นตามโอกาสอันควร
โอกาสที่จะได้ทำดีไม่ได้มีมาง่ายๆ เมื่อโอกาสนั้นมาถึงก็จงลงมือทำ .. เช่น ลุกให้ผู้อ่อนแอกว่านั่ง, หยุดรถให้ผู้ลำบากกว่าข้ามถนน, อะไรอีกมั่งน้า นึกไม่ออกแล้ว, เอาเป็นว่า ฯลฯ ก็แล้วกัน
4. ทำอะไรกล้าๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม
สังคมเราทุกวันนี้บางทีก็ดูเกรงใจกันเกินไป จนเหมือนกลายเป็นกฏเกณฑ์ให้แต่ละคนไม่กล้าทำสิ่งที่ควรทำ .. ทั้งที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ... จงกล้าที่จะทำสิ่งที่เราควรทำเพื่อตัวเอง หากมั่นใจว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
5. กล่าว "ขอโทษ", "ขอบคุณ", "สวัสดี", "ไม่เป็นไร" เมื่อมีโอกาส
อย่าได้ลังเลที่จะทำดีด้วยการกล่าวคำดีๆ เหล่านี้เมื่อมีโอกาส .. วจีกรรมที่ดี ย่อมให้ผลดี ทั้งต่อตนเองและสังคม
6. แสดงออกหรือพูดคุยเพื่อการรวมโลก
โลกเราทุกวันนี้กำลังประสบปัญหาหลายอย่างอันเนื่องมาจากการแบ่งแยกประเทศ และโลกเราในวันหน้าจะพัฒนาและสุขสงบยิ่ง เพียงทุกประเทศบนโลกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
... หากมีโอกาสพูดคุยกัน แทนที่จะคุยเรื่องไร้สาระ ก็ลองคุยหารือกันถึงแนวทางในการรวมโลกอย่างสันติและยั่งยืน


2.4) ทำอย่างไรจึงเรียกว่า ทำเลว
* ไม่มีคนดี ไม่มีคนเลว มีแต่ความดี ความเลว ความถูก ความผิด
- การกระทำใดๆ เพื่อความสุขส่วนตนนั้น ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
* ความสนุกกับความเลวอยู่ใกล้กันมาก
* กิเลสก็เป็นตัวนำให้ทำเลว
* เห็นชัดๆ ... การทำเพื่อสุขส่วนตนมักเป็นผลจากกิเลส การทำเพื่อผลเลิศต่อสังคมเป็นผลจากความรู้
* การคิดถึงแต่ธรรมะนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะอาจทำให้เสียสมาธิในสิ่งที่ทำ .. หากมั่นใจว่านั่นคือการทำดี ก็พึงมุ่งมั่นในการทำ
* บ้านเมืองนี้ไม่ได้มีคนเลว .. หากแต่มีความเลว .. และเป็นความเลวที่ได้รับการส่งเสริมเสียจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมาย
* ความเลว เกิดขึ้นเพราะคนไม่รู้ .. คนไม่รู้เพราะคนมีกิเลส ... คนมีกิเลสเพราะคนถูกยั่วเย้าด้วยกิเลส ..
สังคมที่ผู้คนต่างยั่วเย้ากันเองด้วยกิเลสนี้ จึงเป็นสังคมที่หล่อเลี้ยงความเลว
* ความเชื่องมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังได้รับการส่งเสริมอยู่เสมอ
อย่าปล่อยให้ความเลวลอยนวล ... เร่งสอนให้คนที่ทำความเลวรู้ ว่ามันคือสิ่งที่ผิด (คุณรู้ว่าสิ่งนั้นเลว แต่คนที่ทำเลวเขายังไม่รู้จริงหรอกนะ ว่ามันเป็นสิ่งที่เลว) .. แล้วเขาจะเลิกทำสิ่งนั้น ... เมื่อนั้น ความเลวจะค่อยๆ หายไปจากสังคม ..... แล้วเราจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขเสียที
* ผลกรรมที่ได้รับอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลจากการทำเลว หรือการไม่ได้ทำดีของเรานั่นเอง จึงอย่าได้คิดโทษเคราะห์อะไรเลย

2.5) ตัวอย่างของการทำเลว
- อย่าอยากได้สิ่งของของผู้อื่น
- อย่าพูดเท็จ (ยกเว้นเพื่อหยอกล้อกันให้สนุกสนาน)
- อย่าทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อผู้อื่น
- อย่าศรัทธาสิ่งใด เพียงเพราะไม่รู้จริง .. จงเชื่อในหลักธรรมชาติ
- การแบ่งชาติในโลก ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย ทั้งเงิน แรง ทรัพยากร เวลา และโอกาส
- ประมาท
* กฏระเบียบมารยาท ... จำเป็นจริงหรือ ... กดดันผู้คนหรือเปล่า
- และอื่นๆ ที่เป็นความจริง และมีเหตุผลสนับสนุน (ทุกหัวข้อข้างต้น ล้วนมีเหตุผลสนับสนุนอย่างหนักแน่น)
- ทำงานที่เลว


----- สรุปสภาพจิตที่มีธรรมตลอดเวลา ------
พอใจ ในสภาพที่เป็นอยู่ .. และรู้ ว่ากำลังทำดี
เสมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ กล่าวคือ
1. ไม่มีทุกข์ ... เพราะพอใจ .. และรู้แก่ใจว่ากำลังทำดี
2. ไม่มีความกลัว หรือกังวล .. เพราะรู้ว่าตนเองจะตัดความอยากไปได้ เมื่อถึงคราวต้องสูญเสียสิ่งใดไป
3. มีแต่ความสมหวัง .. ไม่มีความผิดหวัง .. เพราะแม้เมื่อพลาดในสิ่งที่หวัง ก็จะเลิกหวังอีกต่อไป ....
4. เบิกบานกับการทำดีและอยู่อย่างมีหวัง .. ความหวังคือความอยากที่สมเหตุสมผล ... เป็นความคาดหมายซึ่งผลอันควรจะได้มาจาก การทำดีในปัจจุบัน


ลูกโลกกงจักร
 



การรวบรวม "ธรรมโลก" นี้ ต้องการให้มีหลักธรรมที่สมบูรณ์พร้อมจากภูมิปัญญาชาวโลกในปัจจุบัน ที่จะใช้ปลูกฝังเป็นความรู้พื้นฐานด้านคุณธรรมแก่คนทั้งปวงให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ..... ปลูกฝังให้ต่อเนื่อง หากยังมีปัญหาสังคมอยู่ แสดงว่ายังมีคนไม่รู้จริงในธรรมะ อันเป็นหัวใจในการดำรงชีวิตทุกขณะ ... เราสอนความรู้ด้านอื่นๆ ได้ เราก็ต้องสอนความรู้เรื่องความดีให้ได้เช่นกัน ... และนี่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งสอนให้รู้ก่อนเรื่องอื่นใด

หมายเหตุ ... หลักธรรมนี้เป็นคำสอนจากผู้รู้ทั่วไปในสังคม .... ผมเป็นเพียงผู้สนใจศึกษาและอยากรวบรวมความรู้ที่เกิดขึ้นจากการยึดมั่นปฏิบัติ

ธรรมะประจำใจดีๆ ของ กงจักร


1. ยึดมั่นในหลักการและเหตุผล

ความคิดไตร่ตรองด้วยปัญญาความรู้โดยอาศัยหลักของเหตุและผล คือคำอธิบายการเลือกกระทำเช่นใด หรือแน่วแน่ในสิ่งใดของผม ... เช่น คนทำผิดสมควรได้รับผิด, การทุจริตเป็นสิ่งที่น่าอาย เพราะต้องทำอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ทำให้ชีวิตไร้ศักดิ์ศรี, กตัญญูรู้คุณ ทำให้สังคมเจริญด้วยความดี, ทำดีได้สังคมดี ทำชั่วได้สังคมชั่ว, ไม่ทำการใดๆ ที่ทำให้ใคร หรือสังคมเดือดร้อน .... และไม่นิ่งเฉยเมื่อเห็นสังคมเดือดร้อน


2. พอใจแล้ว กับเพียงแค่การมีชีวิตอยู่   และทุกสภาพที่เป็นอยู่

ถ้าไม่พอใจก็คือทุกข์ใจ .... เพียงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีชีวิตและความสามารถในการคิดฝัน อีกทั้งยังมีหลายสิ่งที่อยากทำ ช่างน่าสุขใจยิ่งแล้ว


3. รักคนทุกคน

ความรักทำให้สุขใจ ความรักจรรโลงโลก ความโกรธ เกลียด อิจฉา พาทุกข์ใจตน พึงรักคนขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่นี่แหละ รอให้ตายก่อนค่อยแสดงความรักคงไม่มีประโยชน์ใดๆ


4. ทำตัวให้สมเป็นพระเอก

ความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน ... ทุกบททุกตอนในละครชีวิตนี้ .. มีฉันอยู่เสมอ


5. อยู่กับปัจจุบัน ยึดมั่นในสติ

อดีตผ่านไปแล้ว .... อนาคตยังมาไม่ถึง .... พึงใส่ใจว่าขณะนี้เราทำอะไรอยู่ เราทำเช่นนี้เพราะอะไร ถ้าเรามีเหตุผลในการกระทำ  ก็พึงตั้งสติ พยายามทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ด้วยอารมณ์ที่รื่นเริงเบิกบาน


6. เชื่อมั่นในพลังใจ

ใจที่ดี จะควบคุมกายได้ อย่างที่ใจสั่งให้ทำ  .... ทำสิ่งใดๆ ให้เต็มพลังใจที่มอบให้พลังกาย


7. ทำชีวิตให้มีค่าสมได้เกิดมา

คงจะได้เกิดมาชาติเดียวนี่แหละ .... ถ้าอยู่อย่างธรรมดา   ก็ดูจะเสียชาติเกิดไปหน่อย ..... เชื่อมั่นในตัวเอง .. ทำในสิ่งที่อยากทำ    หากไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน .... สนุกสนานกับชีวิต ... โลกคือบ้าน และโลกยังมีรางวัลรอมอบให้ผู้ไม่ยอมแพ้เสมอ


8. ไม่ทำให้ผู้ใดเสียใจ .. เพราะหากทำใครเสียใจแล้ว .. คนที่ทุกข์ใจกว่าก็คือฉันเอง

 

 



 


ประวัติศาสตร์ลูกโลก

posted on 05 Dec 2008 22:29 by goodjai

ความเป็นมาของ "ลูกโลก"


  
เนื้อเรื่องเริ่มขึ้น เมื่อทารกชายคนหนึ่ง ถือกำเนิดมาจากพ่อแม่ "ใจดี" ตามหลังพี่สาวสามคนที่ไม่ได้แก่กว่ากันไปสักเท่าไร ... "โก๋" คือชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ไว้เรียกเขาเล่นๆ แทนชื่อจริง "กงจักร"

วัยเด็กมากๆ ของเขาอยู่กับสังคมชนบทที่ยังไม่มีไฟฟ้า .. อ้อ .. แต่เนื่องจากพ่อเขาเป็นครูใหญ่ และแม่เขาเป็นผดุงครรค์ .. บ้านของเขาจึงมีเครื่องปั่นไฟ พอให้เด็กน้อยได้เห็นแสงไฟนีออนตั้งแต่เริ่มจำความได้ ... ชีวิตเด็กน้อยเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ เหมือนเด็กทั่วไป .. จนกระทั่งจบ ป. 1 .. แม่ต้องย้ายมาประจำสถานีอนามัยตำบลตาโกน .. เด็กน้อยบ้านนอกตัวดำต้องห่างไกลเพื่อนๆ เดิม และเริ่มใช้ชีวิตตามลำพัง กับตัวการ์ตูน (ของเล่น) ....

ความเชื่อและเพ้อฝันของเด็กน้อยค่อนข้างสูงมาก .. ดูหนังแล้วก็ชอบเลียนแบบ .... โชคยังดีที่พอพยายามเลียนแบบแค่ระดับหนึ่งแล้วไม่เกิดผล ก็ไม่ได้พยายามไอ้ที่มันเหลือเชื่อเกินไป     ความชอบในเรื่องของการสร้างเรื่องราวเริ่มยังไงไม่รู้ .. รู้แต่ว่าตัวละครช่วงแรกๆ ก็เป็นพวกมีดโกนหนวด ไม้หนีบผ้า ฯลฯ ต่อมาก็เป็นกล่องยาแม่ เอามาต่อกันเป็นยานอวกาศ ... จนกระทั่งเมื่อคุณแม่โอ๋ให้ตัวการ์ตูนที่แถมมากับขนม ... โอ    เด็กน้อยสนุกสนานมาก    ซึ่งต่อเนื่องมาถึงจนเมื่อประมาณจบจากมหาลัย จึงค่อยๆ เล่นน้อยลงเรื่อยๆ .... ยิ่งตอนเรียนมัธยมนะ ... สร้างหนังด้วยเหล่าตัวการ์ตูนที่เริ่มมีสะสมเพิ่มขึ้นมากมาย วันละหลายต่อหลายเรื่อง ... สนุกเพลิดเพลินยิ่งนัก     อ้อ   มีการสร้างหุ่นยนต์เองด้วยนะ ... เคลื่อนไหวข้อต่อได้หลายทิศทาง    สร้างด้วยกล่องกระดาษที่ต้องคิดคำนวณและวิสาหะตัดกระดาษเอง ..

ณ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย เด็กชายกงจักร มีผลการเรียนค่อนข้างดีมาโดยตลอดในช่วงมัธยมต้น แล้วก็ค่อยๆ เผยความโง่ออกมาเรื่อยๆ ในช่วงมัธยมปลาย ... โง่ในเรื่องเรียน แต่ฉลาดในเรื่องชีวิต ฮ่า ฮ่า ... เด็กหนุ่มเริ่มตั้งคำถามตัวเองในหลายๆ เรื่อง ... จนเป็นที่มาของการแสดงออกเพื่อแหกกฏต่างๆ ... ตลอดถึงการค้นพบคุณค่าแห่งชีวิตที่จะได้สร้างสันติภาพนิรันดรและเสรีภาพไร้พรมแดนบนโลกมนุษย์ด้วยการเลิกแบ่งแยกประเทศ .... แต่โชคชะตาก็ทำให้เขาต้องหยุดการกระทำไว้เพียงแค่นั้นก่อน

เข้าเรียนปี 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ พักหอพักภายในมหาลัย (ตึก 5) เขาต้องเสียความรู้สึกอย่างแรงกับการถูกกดดันให้คบเพื่อนด้วยการรับน้อง ... แต่ก็ทนอยู่จนหมดกระบวนการ และก็หลงไปกับสิ่งลวงๆ อยู่พักใหญ่ .... เสรีภาพคือสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตเขา

ช่วงฝึกงานภาคฤดูร้อนแต่ละปีในชีวิตนิสิตวนศาสตร์ของเขาล้วนน่าจดจำมาก ... เขาชื่นชอบการปลีกวิเวกเพื่อพิสูจน์ความเป็นพระเอกในตัวเอง .. เข้าป่า .. นอนหอคอย .. ปีนเขา .. อดนอน .. เที่ยวเมือง .. เล่นน้ำตก .. แหกปาก (อันนี้เป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะตอนฝึกงาน) .. ฯลฯ

กิจกรรมทั่วไปช่วงเรียนก็มี ประกวดร้องเพลง, ชกมวย, เข้าค่าย, แต่งกลอนและเรื่องสั้น, ล่องเรือยอร์ช, สีซอเล่นสเก็ตบอร์ด, และก็ .. จีบสาว .... จีบตั้งแต่ปลายปี 1 ยันปี 3 ครึ่ง สาวเจ้าก็ไม่เคยคุยด้วยซักคำ เอาแต่วิ่งหนี .... ณ วันนี้ฉันไม่น่ากลัวเหมือนเดิมแล้วนะ "เยาวพา" .. ไม่ได้เจอหน้ามา 13 ปีแล้ว .. หากได้พบเธออีกสักครั้งคงเป็นบุญ

แล้วเขาก็สำเร็จการศึกษาด้วย "เกียรตินิยมในตัวเอง" : ) .. เริ่มงานแรกเป็นลูกจ้างกรมป่าไม้ .. มีบุญได้ขึ้นไปอ๊วกใส่เฮลิคอปเตอร์ 1 ครั้ง .. งานถัดมาทำกับบริษัทค้าไม้แถวพระราม 3 ลุยงานตรวจเช็คไม้อย่างสมบุกสมบัน ... จากนั้นก็ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ไปทำไม้ที่แคเมอรูน .. ตื่นตาตื่นใจ, เกือบตายก็หลายครั้ง, ชีวิตในป่าที่น้ำน้อย, ธุรกิจที่แข่งขัน, มาลาเรีย, อารมณ์รัก, กลิ่นอายภูมิอากาศ และวัฒนธรรมที่แปลกใหม่   อื่นๆ อีกมากมาย

กลับเมืองไทย ลาออก ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรก เล่นเชิงศึกษาอย่างหลงไหลกับคอมพ์จนกระทั่งได้งานที่เชียงใหม่ ณ หน่วยจัดการต้นน้ำปางหินฝน  ตระเวนหมู่บ้านดอยด้วยมอเตอร์ไซค์  ชีวิตที่หนาวเหน็บ  งานที่ทำด้วยอุดมการณ์แรงกล้า ทีวีก็ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาดู  ได้รู้จักกับเพื่อนดีๆ  อุบัติเหตุบ่อยครั้ง  ชาวดอยที่แสนใจดี

ลาออกเพราะต้องการมุ่งมั่นให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  อยู่บ้านกับคอมพิวเตอร์ คราวนี้ว่างงานนานเป็นปี ... ในที่สุดก็สอบผ่านทุน ก.พ. โชคร้ายนิดนึงที่โดนช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก .. ทำงานกับกรมป่าไม้ได้ 1 เดือนก็ลาออกเพื่อไปเรียนต่อ

ปริญญาโท ณ Michigan Technological University --- เครียดมากหรืออย่างไรจึงค่อยๆ ผมน้อยลงเรื่อยๆ ... ชีวิตมีความเป็นส่วนตัวมากๆ แต่หลายครั้งที่หนักใจกับการเรียนของตัวเอง (เคยแต่ทุกข์กับคนอื่น หรือสังคม .. ต้องมาห่วงว่าจะเอาตัวเองไม่รอดก็คราวนี้แหละ) .. หายขาดจากพิษรักแรกได้ก็แส่ลองพิษรักใหม่ .. ขับรถจากมิชิแกนไปมินเนโซต้าแล้วกลับมุ่งหน้าไปบัลติมอร์ .. เล่นสโนว์บอร์ด เล่นบาสเก็ตบอล (ติดใจจนปัจจุบัน) ... เป็นนักเขียนสมัครเล่นที่ Thaispot.com ของเพื่อนเหน่ (ปิดกิจการไปแล้ว) ได้ใช้ชื่อ (นามปากกา) "ลูกโลก" เป็นครั้งแรก .. ที่สำคัญคือได้เขียนเรื่อง "การรวมโลก" อย่างเปิดเผยหลังห่างหายมานาน ... สุดท้ายก็จบมาได้อย่างน่าหวาดเสียว หลังปล่อยให้เหล่าอาจารย์นั่งรอการ defense อยู่พักใหญ่

กลับเมืองไทย อย่างหนุ่มนักเรียนนอกเสน่ห์แรง แต่บังเอิญหัวล้านซะแล้ว กลิ่นหัวล้านเลยกลบสเน่ห์นักเรียนนอกไป .. ทำงานกรมป่าไม้ .. โอย ทำไมปัญหามันน่าปวดกบาลขนาดนี้ .. ตั้งใจทำงานดี แต่รู้สึกหาผลงานไม่เจอเลย ... ป่วยเกือบตายครั้งหนึ่ง ได้คุณหมอคนสวยช่วยรักษา ... โอ หากได้พบเธออีกครั้งจะเป็นบุญยิ่งนัก (เอาอีกแล้ว ฮา ฮา) .... ช่วงปี 2002 ได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกกับโครงการเยาวชนมิตรภาพอาเซียน-ญี่ปุ่น ... ผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้น (เลสิค) ... เปิดร้าน GoodJai Lifelong Learning Center (ศูนย์การเรียนตลอดชีพใจดี) รับสอนและให้บริการสารพัด .. แต่อ่อนหัด สับสนในตัวเองหลายประการ สุดท้ายก็ปิดร้านเมื่อครบสัญญาเช่าห้อง 1 ปี ........

สิงหาคม 2547   ย้ายที่ทำงานมาประจำ ณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สถานที่ทำงานปัจจุบัน) .. มีทั้งรื่นรมย์ และขมขื่นเป็นธรรมดา .. จนกระทั่ง "พี่นุ้ย" ได้แนะนำให้รู้จัก "ความรู้" และ "หลวงปู่ดูลย์" จึงค่อยรู้จักระงับกิเลส ..... ประกอบกับกรรมดีต่างๆ ของสมาชิกครอบครัวเริ่มส่งผล  ครอบครัว "ใจดี" ก็อยู่ดีมีสุข .... อย่างไรก็ตาม ชีวิตงานราชการยังคงขัดแย้งกับความคิดในใจ ที่ต้องการเสรีภาพ และความถูกต้อง ซึ่งเขาเองก็ไม่เก่งพอที่จะสร้างมันขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้อื่น .. ความคิดที่จะลาออกจากราชการจึงอยู่ในหัวตลอดเวลา

ใกล้จะถึงเวลาที่สามารถลาออกได้   โชคชะตาก็บันดาลให้ได้มาอบรมที่ Okinawa, Japan ... ว่าจะอยู่เงียบๆ แล้วนา .. กลับถูกประเดิมด้วยการบรรยายเรื่อง รัฐบาลโลก ของอาจารย์นาคามุระ ... ชีวิตที่นี่จึงเต็มไปด้วยอิสระภาพ เสรีภาพ และสันติภาพในดวงใจ ........ การได้เป็นตัวของตัวเองในช่วงนี้เป็นสิ่งประเสริฐยิ่งนัก .. (แม้จะตกเป็นทาสความรักอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ลืมทำดี) ... จากนี้ไปจะทำแต่ความดี .. เริ่มปี 2549 ด้วยการส่ง e-mail ประกาศแนวคิด No Desire ... Do Good เพื่อการพ้นทุกข์และเป็นสุขได้เสมอ ..... อยู่ที่ Okinawa เป็นผู้เข้าอบรม หลักสูตร "Computer (Network Specialist for E-Government)" ของ JICA เริ่มมาตั้งแต่ 18 ตุลาคม 2548 (ถ้าจำไม่ผิด) และสิ้นสุด (ถูกไล่กลับประเทศไทย) วันที่ 23 มีนาคม 2549 .. สถานที่อบรมอยู่ประจำที่ Okinawa International Center ... ที่กิน ที่เรียน ที่นอน และที่ออกกำลังกาย อยู่ห่างกันเพียงแค่ประมาณ 1 นาทีโดยการเดินเร็วๆ ... สังคมที่นี่รู้สึกว่าจะปลอดภัยมากแม้ยามค่ำคืน ....

ปัจจุบัน ยังมีชีวิตอยู่ กลับมาเมืองไทย ทำงานที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเหมือนเดิม ... แต่ทำด้วยความมีธรรมะ (ทำดี มีสุข) มากกว่าเดิม ... การเขียนเว็บกับความรู้ในจิตตัวเองเป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน .. เพราะได้เขียนเว็บ จึงยึดมั่นกับการฝึกจิต (ทุกขณะ ในชีวิตประจำวัน) .. เพราะได้ฝึกจิต จึงมีความรู้ใหม่ๆ มาบอกเล่าในเว็บ

ช่วงกลางปี 2549 .. วิ่งไปทำงาน โดยหิ้วกระเป๋า 1 มือ .. คงจะผิดสุขลักษณะ จึงมีอาการปวดหลัง ซึ่งกำเริบมาจากที่หลังอักเสบตั้งแต่อยู่ Okinawa ... จากนั้นก็วิ่งโดยไม่มีกระเป๋า ก็ยังเจ็บหลังอยู่ (อ้อ วิ่งในชุดวิ่งและมีข้อความเผยแพร่ความคิดต่างๆ ด้วย) .. ปัจจุบันจึงลดเหลือเพียงเดินเร็วๆ ตัวเปล่า ในชุดทำงาน .. ใช้รถไฟเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง หลังจากที่ย้ายที่พักจาก ร่วมกมลอพาร์ตเมนต์ แถวลาดปลาเค้า  มาอยู่คอนโดแถวดอนเมือง ... เหตุที่ตัดสินใจซื้อคอนโด เพราะ 1. ราคาเหมาะสมกับรายได้ 2. เป็นการออมเงิน 3. สามารถติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 4. เสรีภาพ 5. ได้มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ เพื่อความสะดวก 6. ห้องนี้และคอนโดนี้น่าอยู่พอสมควร .. เคยนึกเสียดายกับการไม่เอาคอนโดสองที่ที่ชอบ จึงคิดว่าไม่ควรพลาดอีก

เริ่มรณรงค์เพื่อบรรลุฝันอย่างเต็มที่หลังจากทำใบปลิว "ธรรมโลก" (ฉบับแรก) เสร็จ ประเดิมด้วยการใส่หน้ากากไอ้มดแดง จากนั้นก็ทำเริ่มมาเกือบทุกสัปดาห์ .. แม้ยังไม่ได้พรรคพวก .. แต่ก็ได้แนวทางเผื่อการทำงานจริง


หนทางติดต่อกระผม
E-mail = goodjai@yahoo.com
มือถือ = 084 704 3345


********************

............... ลำดับเหตุการณ์รายปี ...............

2515-2525 (1972-1982) ---- Born - ป. 5 .. โรงเรียนบ้านปลาซิว
2526 (1983) ---- ป. 6 .. โรงเรียนอุทุมพรพิสัย
2527 (1984) ---- ม. 1 .. โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
2528 (1985) ---- ม. 2 .. สร้างหุ่นยนต์ด้วยการทำกล่องกระดาษ
2529 (1986) ---- ม. 3 .. แต่งกลอนเป็น สคส. ให้เพื่อนทุกคนในห้อง
2530 (1987) ---- ม. 4 .. ชอบพี่ ม. 6    : )
2531 (1988) ---- ม. 5 .. ชอบน้อง ม. 3    : )
2532 (1989) ---- ม. 6 ---- กำเนิด "เราชาวโลก"      และ     เจ้าลัทธิ "สุขอมตะ"
2533 (1990) ---- ปี 1 (ม. เกษตรศาสตร์) .. เริ่มชกมวยภายในประจำปี
2534 (1991) ---- ปี 2 (ม. เกษตรศาสตร์) .. ประกวดร้องเพลง .. ฝึกงาน หาดวนกร, ปักธงชัย
2535 (1992) ---- ปี 3 (ม. เกษตรศาสตร์) .. ฝึกงาน ลำปาง, เชียงใหม่, ลิ่นถิ่น กาญจนบุรี
2536 (1993) ---- ปี 4 (ม. เกษตรศาสตร์) .. เข้าค่าย ผีลู แม่ฮ่องสอน
2537 (1994) ---- จบ และจาก ม. เกษตรศาสตร์
2538 (1995) ---- แคเมอรูน
2539 (1996) ---- ปางหินฝน
2540 (1997) ---- ว่างงาน
2541 (1998) ---- กรมป่าไม้ , Fly to USA
2542 (1999) ---- MTU ปี 1 .. พักบ้านแชร์ ห้องน้ำ ห้องครัว
2543 (2000) ---- MTU ปี 2 .. พักบ้านแชร์ห้องครัว .. ส่วนตัวมากขึ้น
2544 (2001) ---- กรมป่าไม้, โรงพยาบาลโรคทรวงอก
2545 (2002) ---- ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 ... Kushiro ฮอกไกโด
2546 (2003) ---- Goodjai Lifelong Learning Center
2547 (2004) ---- ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2548 (2005) ---- เปิดตัว "พรรคนิยมสังคม"
2549 (2006) ---- กลับจาก Okinawa (ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2) .. บรรลุธรรมโลก "เกิดมาเพื่อเป็นสุขทุกขณะ"    "พอใจ .. ไร้อยาก ==> ปราศจากทุกข์"    "ทำดี .. มีเหตุผล ==> ตนเป็นสุข   โลกสงบสุข"

รายละเอียดอาจจะได้เพิ่มเติมในโอกาสต่อๆ ไปครับ

ความในใจของชายผู้มุ่งหมายรวมโลก

คืนนั้น 6 ทุ่มกว่าของจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2532 .. คืนที่ผมได้นั่งสมาธิแล้วพบว่า คำว่า “ชาติ” ที่ผมถูกสั่งสอนให้รัก .. และผมก็รักและเทิดทูนมาตลอด .. แท้จริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดติด .. คนทั้งโลกต่างเป็นคนเหมือนกัน ผืนดินทั้งโลกก็เป็นผืนดินเดียวกัน การแบ่งชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติ และการแบ่งชาติก่อปัญหาต่อสันติภาพ เสรีภาพ และความร่วมมือร่วมใจของชาวโลก ถ้ารวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียวปัญหาหลายๆ อย่างก็จะหมดไป การรวมโลกจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง (ในทางดีขึ้น) ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ... นับจากคืนนั้น ชีวิตของผมก็อยู่ด้วยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการรวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียว .. รวมเป็น “ประเทศโลก” .....

เช้าวันรุ่งขึ้นผมยืนรอรถประจำทางด้วยจิตใจที่ลิงโลด .. อยากจะกู่ประกาศก้องว่า .. ข้านี้คือผู้ค้นพบว่าเราทุกคนคือชาวโลก ประเทศชาติที่เราชาวโลกพากันแบ่งเขตแดนนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไร้เหตุผล เราทั้งหมดสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งโลกได้เพียงเราเลิกแบ่งประเทศ .. เชื่อมั่นว่าถ้าผมประกาศความจริงนี้ให้โลกรู้ชาวโลกจะต้องเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น และการรวมโลกจะสำเร็จโดยง่ายดาย สันติภาพและเสรีภาพที่แท้จริงจะมีต่อมนุษย์ทุกชีวิตภายในเวลาสองสามเดือน

ผมเริ่มเผยแพร่ความคิดเรื่องการรวมโลกด้วยการพูดคุยกับพ่อแม่ เพื่อนๆ ในห้องเรียน ส่งจดหมายเผยแพร่ความคิด แต่งกลอนส่งอาจารย์ แต่งนวนิยายสั้น “สุขอมตะ” นำเสนอโรงพิมพ์ ... ทุกอย่างล้วนไม่เป็นผล .. กระนั้นก็ตาม แม้จะยังไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ก็ทำให้ผมได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในเหตุผลที่เราควรรวมโลก จนมั่นใจและแน่วแน่ว่า ชีวิตผม เพียงทำความดีนี้ได้สำเร็จสักอย่างเดียว ก็คุ้มกับการได้เกิดมาเป็นคนแล้ว

วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2532 ผมตัดสินใจประกาศความคิดขณะยืนเข้าแถวเคารพธงชาติ ตะโกนด้วยเสียงดังลั่นขณะที่ผู้นำนักเรียนกล่าวนำคำสัตย์ปฏิญาณ “เราคือชาวโลก ฟังผม ไม่ต้องรักชาติ อย่าไปเชื่อมัน อย่าเชื่อผิดๆ โลกเดียวโว้ย” แล้วก็ต้องหยุดเมื่ออาจารย์ฝ่ายปกครองเข้ามาห้าม หลังจากนั้น แม้จะพยายามดำเนินการต่อด้วยการพูดคุยและติดใบปลิวร่วมกับเพื่อนอีกคน แต่ก็ต้องหยุดอย่างเด็ดขาดเมื่อทางโรงเรียนเรียกพ่อแม่มาพบ

นับจากนั้น ปฏิบัติการก็หยุดชะงัก ... ผลการดำเนินงานไม่คืบหน้า ... ความฝันที่ผมเคยคิดว่าจะเห็นโลกใหม่ในสองสามเดือนดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ .. แม้ว่าต่อจากนั้นผมได้พยายามส่งใบปลิว “ลัทธิโคษย์” เผยแพร่ความคิดอีกครั้ง .. แต่ก็ยังไม่เป็นผล ดูเหมือนผมจะต้องทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ “จงสร้างตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยคิดจะสร้างโลก”

จบ ม. 6 เข้าเรียนปริญญาตรีผมได้พยายามหาทางลัดในการสร้างตัวเอง เช่น ประกวดร้องเพลง ชกมวย ทำตัวให้เด่น แต่ก็ไม่เป็นผล ผมยังคงเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่พร้อมจะประกาศความคิดสร้างโลกได้อย่างปลอดภัยและได้ผล

มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ในใจอย่างหนึ่ง ว่าความคิดความฝันที่ผมมีนั้น อาจขัดแย้งกับผู้ที่มีผลประโยชน์ในการแบ่งชาติ ผมจึงรู้สึกกลัวที่จะบอกความคิดนี้ออกไปแบบไม่ระมัดระวัง ทำให้ผมตั้งใจว่า ถ้าผมจะมีโอกาสได้ประกาศเรื่องนี้อีกครั้ง ควรจะเป็นครั้งที่ผู้คนได้ยินกันเกือบทั้งโลก

นอกจากความรู้สึกกลัวที่จะบอกความคิดออกไปแล้ว ผมยังมีความรู้สึกแฝงลึกในใจมาตลอด ว่าสิ่งที่ผมคิดนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมสั่งสอน ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้นำประเทศสั่งสอน คือให้รักชาติ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเข้ากับใครได้ไม่จริง ผมหาเพื่อนแท้ที่รักโลกอย่างแท้จริงเหมือนผมไม่ได้ ทุกคนแตกต่างกับผม ... ไม่ใช่สิ ผมเองแหละที่แตกต่างจากทุกคน

ไม่เพียงแค่นั้น งานรวมโลกยังส่งผลกับชีวิตทั่วๆ ไปของผมอีกหลายด้าน คนรักผมก็ยังไม่กล้ามี กลัวเขาไม่ปลอดภัย ทั้งยังไม่พร้อมให้เวลากับความรักด้วย จริงๆ แล้วผมรู้สึกว่าผมแทบจะไม่มีเวลาให้ใครเลยด้วยซ้ำ แม้ผมจะหาเพื่อนร่วมรวมโลกไม่ได้ แต่ผมก็มั่นใจว่าลำพังผมคนเดียวก็สามารถทำอะไรได้อีกมาก มีหลายอย่างที่ผมคิดว่าถ้าทำได้ก็จะมีส่วนช่วยรวมโลกได้ (การเขียนบทความนี้ก็เป็นวิธีการหนึ่ง) ตราบใดที่ยังรวมโลกไม่สำเร็จผมก็ยังมีอะไรที่คิดจะทำมากมาย และเห็นเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญกว่าภารกิจของผู้ใด ความสูญเสียจากการแบ่งประเทศส่งผลต่อคนทั้งโลกทุกวินาที ความเดือดร้อนของคนคนเดียว (บางทีก็เพราะกิเลสของเขาเอง) จึงไม่น่าจะสำคัญกว่าภารกิจของผม ..... แต่ผมก็ช่วยเขาเกือบทุกทีแหละ เพราะเขายังไม่เข้าใจว่าผมยุ่งกับการรวมโลก

แม้จะมีความกังวลในความปลอดภัย แต่ความเดือดร้อนของชีวิตผมเองและคนรอบข้างก็ทำให้ผมพยายามเผยแพร่ความคิดทีละเล็กละน้อย ทั้งในขณะที่ทำงานอยู่แคเมอรูน เชียงใหม่ และอเมริกา ....

ขอเล่าความรู้สึกเมื่อครั้งได้เขียนบทความเผยแพร่ความคิดเรื่องการรวมโลกอย่างเปิดเผยเต็มตัวเป็นครั้งแรกใน Thaispot.com ขณะเรียนอยู่ที่อเมริกา .... หลังจากเขียน และโพสต์บทความลงเว็บเสร็จ ผมรู้สึกใจหาย คืนนั้นผมเข้านอนอย่างหวั่นๆ ว่าจะมีใครลอบมองเราอยู่จากนอกห้องผ่านหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ …. แต่เมื่อได้เขียนต่อมาอีกหลายครั้ง และพบว่าชีวิตเราเองยังปลอดภัย ... (และผลก็คือยังไม่มีใครอาสามาเป็นแนวร่วมจริงจัง) ... จึงเริ่มหายกังวล .. แต่ยังห่วงชีวิตคนทางบ้านนะ

เมื่อกลับถึงเมืองไทย ทำงานราชการ และเริ่มมีเว็บไซต์ส่วนตัว www.goodjai.com ผมก็เริ่มประกาศความคิดอย่างชัดเจนมากขึ้นในเว็บ ... แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นเว็บส่วนตัวของผม คนที่เข้ามาดูก็รู้จักผมดี การประกาศความคิดในที่นี้จึงดูไม่มีอันตรายอะไรมากนัก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผมได้ไปอบรมที่เกาะ Okinawa ประเทศญี่ปุ่น ได้พบอาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งบรรยายอย่างชัดเจนถึงโลกในอนาคตที่ทุกประเทศจะรวมกันเป็นสาธารณรัฐโลก ชาวโลกจะสามารถเดินทางไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ใช้แค่บัตรประจำตัว โลกจะไม่มีทหาร มีแต่ตำรวจคอยดูแลความสงบ .... ผมดีใจมาก ผมเจอคนที่มีความคิดเหมือนกันแล้ว .. นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยว และการรวมโลกเป็นสิ่งที่สามารถพูดได้อย่างเปิดเผย … จากนั้นมา ผมก็ผูกผ้าคาดหัว เขียนข้อความสนับสนุนการรวมโลกเข้าห้องฝึกอบรมเกือบทุกวัน

กลับมาเมืองไทย ทีแรกผมเริ่มไม่กล้าประกาศชัดเจนนัก แต่ก็ค่อยๆ กล้ามากขึ้นเรื่อยๆ .... อันที่จริงเหตุที่ทำให้ช่วงหลังมานี้ผมกล้าทำตัวเด่นแบบประหลาดๆ และประกาศว่าเป็นการกระทำเพื่อรวมโลกอย่างชัดเจนก็เพราะผมเข้าใจลึกซึ้งในหลักธรรมและเข้าใจผลลัพธ์ของการรวมโลกดียิ่งขึ้น

หลักธรรมที่ผมประจักษ์ได้ด้วยตัวเองก็คือ “ไร้อยาก = ไร้ทุกข์” “ทำดี = มีสุข” .... เมื่อผมรับได้กับทุกสภาพตามความเป็นจริงของมันผมจึงหมดความกังวลว่าผมจะมีความทุกข์ และผมก็รู้ตัวว่าการที่ผมทำตัวแปลกๆ นี้ก็เพื่อให้บรรลุผลแห่งการรวมโลกอันจะทำให้เกิดสภาพที่ดีขึ้นสำหรับตัวผมและทุกคนบนโลก ..... หลักธรรมนี้เป็นงานรณรงค์อีกอย่างหนึ่งของผม เพราะเห็นว่าจะช่วยให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ขึ้นกับภาวะใดๆ ... ผมเองก็ยังสุขได้แม้จะยังรวมโลกไม่สำเร็จ … ผมเคยเรียกธรรมะนี้ ว่า “ธรรมนุษย์” ของ “ศาสนาโลก”

ส่วนผลลัพธ์ที่ผมเล็งเห็นได้จากการรวมโลกที่ผมเข้าใจมากขึ้นก็คือ การรวมโลกจะทำให้คนทั้งโลกรักกัน รักสังคมโลก รักคนทั้งโลก ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกชีวิต ผมได้เริ่มเข้าใจว่าผู้นำและทหารที่ทำหน้าที่อยู่ไม่ได้มุ่งขัดขวางการรวมโลก เขาเพียงต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาสันติสุขในประเทศตามที่เขาคิด เป้าหมายของการสอนให้รักชาติคือให้รักสังคม ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองคนเดียว ส่วนความเกลียดชังชาติอื่นนั้นเป็นเพียงผลพวงที่เกิดตามมาเอง ... และจากธรรมะที่ยึดถือทำให้ผมพบว่าคนเราทำตามความรู้ที่ตนมี โลกนี้ไม่มีคนเลว มีแต่คนคิดถูกทำถูกและคนคิดผิดทำผิด ซึ่งสิ่งที่เขาคิดนั้นมาจากความรู้ที่สั่งสมมา ถ้ารู้อย่างถูกต้อง (ความจริง) ก็ทำได้ถูกต้อง ถ้ารู้ผิดๆ (ความเชื่อ) ก็อาจจะทำในสิ่งที่ผิด ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่าหากมีหนทางใดที่จะให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ทุกคนได้แล้ว ทุกคนก็สามารถรู้ซึ้งถึงข้อดีและความจำเป็นของการรวมโลกได้

การรวมโลก จึงไม่ใช่เป้าหมายของผมคนเดียว แต่เป็นเป้าหมายที่สุดท้ายมนุษย์ทุกคนบนโลกจะเห็นด้วยตามหลักเหตุผลแห่งความรู้ที่ถูกต้อง ... สิ่งที่ผมทำอยู่นี้แม้จะทำด้วยเหตุบันดาลใจเฉพาะตัว แต่ก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผมคนเดียว .. เป็นสิ่งที่จะบังเกิดประโยชน์แก่ทุกคน และไม่ให้โทษกับใคร

จากประสบการณ์ที่ผมได้เห็นคนหลากหลายประเภทและความคิดความเชื่อของเขาทำให้ผมพอจะเข้าใจถึงความพร้อมของการรวมโลก ... วันนี้คนอาจยังไม่พร้อมที่จะรวมกันทั้งโลก .. แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าโลกมีเพียงประเทศเดียวแล้วความคิดของคนเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้ที่ได้รับจากผู้อื่น … ดังนั้น ผมก็จะยังพยายามรวมโลกไปเรื่อยๆ เท่าที่ผมทำได้ โดยพิจารณาสภาพความเป็นจริงว่าขณะนี้ผมสามารถทำได้แค่ไหน ชาวโลกมีความพร้อมแค่ไหน โดยจะพยายามให้การรณรงค์นี้สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวโลกและตัวผมเองอย่างน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

การที่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นมีใครตื่นตัวรวมโลกจริงจัง (มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี ผมเจออยู่หลายเว็บไซต์ แต่อยู่ต่างประเทศหมด) ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว จริงๆ แล้วผลเสียจากการแบ่งประเทศบนโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะครับ เราได้รับผลกระทบอยู่แทบทุกขณะ ส่วนคนที่เห็นผลกระทบชัดเจนแต่คิดว่าเรื่องรวมโลกมันยากเกินฝัน (เช่นคนชนบทอยู่ตามชายแดน) ผมก็จะพยายามทำให้เห็นว่าการรวมโลกไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง หากหลายๆ คนบนโลกร่วมมือร่วมใจกัน

ถึงตอนนี้ผมได้ทำอะไรไปเยอะมากแล้ว (แม้ว่าจะเห็นผลน้อยมาก) เดินห้อยป้ายรวมโลกไปทำงานแทบทุกวัน เคยไปประกาศความคิดในสวนจตุจักร หน้าเซ็นทรัล หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (อันนี้ถือเป็นงานใหญ่ที่สุดของผม) ผมได้แสดงความคิดและตัวตนที่แท้จริงจนเกือบจะเรียกว่าไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้ว และผลก็คือผมยังอยู่สบายดี ตำรวจไม่จับ และไม่มีใครลอบทำร้าย แค่นี้ผมก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จพอสมควรแล้วแหละ ขอแค่ได้ทำก็รู้สึกดีแล้ว ไม่สิ ยังเปี่ยมด้วยความหวังว่าจะบรรลุผลได้ในช่วงชีวิตนี้

การที่ผมได้ทำตัวเปิดเผยก็ทำให้ผมรู้สึกปกติขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ปกติดีซะทีเดียวหรอกนะครับ คนที่ทำงานและเพื่อนๆ ยังดูเหมือนรับผมได้ดี แต่ก็มีคนใกล้ชิดหลายคนที่พยายามขอให้ผมเลิกทำเช่นนี้ (เขียนข้อความติดเสื้อ ใส่หัวลูกโลก) ... ผมอาจจะต้องเลิกจริงๆ เพื่อให้เขาสบายใจ ... และผมก็เริ่มเห็นแล้วว่า ความพยายามเขียนข้อความติดเสื้อทุกวันดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้ใครมาช่วยรวมโลกได้เลย .. เพราะเขามองว่าผมไม่ปกติมั้ง .. (อันที่จริงผมว่าเขาไม่ปกตินะ ... ผมอุตส่าห์เป็นตัวตั้งตัวตีให้อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ยอมมาร่วมอีก) .... จริงๆ แล้ว ที่ทำตัวได้อย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่จะมั่นใจเต็มร้อยสักเท่าไรหรอกนะครับ .. ในบางอารมณ์ผมก็ไม่กล้าหยิบหัวลูกโลกมาสวมหรอก ต้องมีการ build อารมณ์กันพอสมควร

และนี่ก็คือความจริงส่วนหนึ่งในใจของชายผู้มุ่งหมายรวมโลกที่ได้รวบรวมขึ้นเป็นครั้งแรก และขอบอกให้ท่านได้รับทราบไว้เพื่อความเข้าใจกัน .. ถ้าท่านจะอธิบายในส่วนของท่านว่าทำไมท่านจึงไม่ร่วมด้วยช่วยกันให้ผมได้ทราบมั่งก็จะเป็นพระคุณ ...

สุดท้ายนี้ ขอเรียกร้องให้หยุดเถิด หยุดแบ่งเขาแบ่งเราแบ่งโลกแบ่งมนุษย์ หยุดความเกลียดชัง ความหวาดระแวง ร่วมปลูกจิตสำนึกว่าเราคือมนุษย์ด้วยกัน และเรารักกันทั้งโลก

ลูกโลกกงจักร 15 พ.ย. 2550


++++++++++ Last update: 28 มกราคม 2551 ++++++++++

ยินดีต้อนรับ

posted on 04 Dec 2008 13:14 by goodjai

ยินดีต้อนรับ    .....    สู่ อาณาจักรส่วนตัว

ที่ทำขึ้นเพื่อส่วนรวม .... ด้วยนะ    : )

ของ    ลูก (ศิษย์) โลก    กงจักร ใจดี

**** กงจักร -- มนุษย์ผู้ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง .... บนพื้นฐานของความสำนึก อย่างลึกซึ้งว่า หากสังคมไม่ดี ตนเองก็ย่อมได้รับผลร้ายด้วย ****

 

 

สนใจร่วมอุดมการณ์ โปรด e-mail มาที่ goodjai@yahoo.com นะครับ